ลูกนอนดึกไม่เป็นเวลา มีวิธีจัดการอย่างไรดี

สารพันปัญหา แม่และเด็ก

บทความนี้ขอแนะนำ “ลูกนอนดึกไม่เป็นเวลา มีวิธีจัดการอย่างไรดี” ปัญหาที่หลายบ้านต้องเคยพบเจอ การที่ลูกนอนดึก นอนไม่เป็นเวลา ซึ่งอาจจะส่งผลเสียต่อร่างกายของลูกได้ ซึ่งเด็กนั้นควรจะนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่อย่างน้อย 9 – 13 ชั่วโมง ซึ่งถ้าน้อยกว่านั้นจะส่งผลให้ร่างกายของลูกเริ่มอ่อนแอ จนพาลทำให้ไม่สบายได้ แต่จะมีวิธีแก้ไขอย่างไรบ้างนั้น ในบทความนี้มีมากฝากกัน สัญญาณที่บอกว่า ลูกนอนไม่พอ เด็ก ๆ ควรจะมีเวลานอนเต็มที่ ที่ 9 – 13 ชั่วโมง หากสังเกตว่าเวลาเดินทางไปไหนใกล้ ๆ พอพาขึ้นรถปุ๊บ ลูกหลับฟุบไปทันที ขยี้ตา หงุดหงิด ก้าวร้าวงอแง แปลว่าลูกกำลังนอนไม่พอ ฉะนั้นหากลูกเริ่มมีพฤติกรรมที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ควรรีบหาวิธีปรับแก้ไขแต่เนิ่น ๆ จะได้ส่งผลดีต่อลูกในอนาคต ลูกนอนดึก หรือเปล่า? ยิ่งลูกโตขึ้นเรื่อย ๆ เวลานอนของเขาก็เริ่มดึกขึ้น เนื่องจากสิ่งยั่วยุรอบตัวเริ่มมีมากขึ้น เช่น การดูคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ แท็บเลต หรือต้องทำการบ้านที่ได้มาจากโรงเรียนให้เสร็จ หรือบางบ้าน คุณพ่อคุณแม่เลิกงานกลับมาบ้านดึก ลูกก็คอยรับคุณพ่อคุณแม่กลับบ้านถึงนอนได้ การนอนดึกจะทำให้เด็กเกิดอาการเครียดตามมาภายหลังได้ ซึ่งพอลูกเครียดก็จะส่งผลกับการเจริญเติบโตทั้งด้านร่างกายและจิตใจไปด้วย คุณแม่หลาย […]

ลูกติดหวาน ภัยร้ายใกล้ตัวที่ต้องรีบแก้ไข ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม

สารพันปัญหา แม่และเด็ก

บทความนี้ขอแนะนำ “ลูกติดหวาน ภัยร้ายใกล้ตัวที่ต้องรีบแก้ไข ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม” ความหวานเป็นรสชาติที่เด็ก ๆ หลายคนชื่นชอบ แต่มันเต็มไปด้วยภัยร้ายที่แอบแฝงอยู่ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรหาทางป้องกัน และพยายามหลีกเลี่ยงอย่าให้ลูกทานหวานมากเกินไป เพราะมันจะส่งผลเสียในหลายอย่างเช่นกัน สาเหตุที่ทำให้เด็กติดรสหวาน เนื่องจากต่อมรับรสหวาน เด็กจะพัฒนาไปได้เร็วกว่าและดีกว่ารสชาติอื่น ๆ จึงทำให้เด็ก ๆ ติดรสหวานได้ง่าย ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากกลไกของร่างกาย และที่สำคัญเมื่อกินน้ำตาลเข้าไป กระแสเลือดจะทำให้สมองหลั่งสารเอนโดฟินออกมาจึงทำให้มีความสุขสดชื่น สาเหตุนี้เองจึงทำให้เด็กๆ ยิ้ม และอารมณ์ดีทันทีเมื่อได้ทานขนมหวานๆ หากลูกได้ลิ้มรสหวานเร็วเพียงใด  เมื่อโตขึ้นลูกจะยิ่งต้องการเพิ่มปริมาณความหวานของอาหาร ขนมที่รับประทานมากขึ้นไปอีก  เพราะลูกเคยชินกับรสชาติของความหวานแล้ว ช่วงอายุของเด็กที่มีโอกาสติดรสหวาน – อายุ 0-1 ปี เด็กวัยนี้ติดหวานเนื่องจาก เด็กทารก 50% ไม่ได้กินนมแม่เด็กจึงต้องกินนมผงดัดแปลงถึงแม้ว่ามีการกำหนดมาตรการ 6 เดือนแรก ห้ามเติมน้ำตาลในนมผง แต่ก็สามารถเติมได้ในนมเด็กที่อายุ 6 เดือนขึ้นไป เมื่อเด็กเริ่มทานรสหวานตั้งแต่ 6 เดือน ถือว่าเป็นการเริ่มที่ค่อนข้างเร็วมาก ดังนั้นควรเลือกนมผงที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาลมากเกินไป  – อายุ 1 ปีขึ้นไป เมื่อเด็กติดรสหวานแล้ว อาหารที่ตามมาส่วนใหญ่มักจะเป็นน้ำอัดลม น้ำหวาน […]

6 เคล็ดลับ ของคุณแม่หลังคลอด เปลี่ยนหุ่นพังให้กลับมาเป๊ะปังขึ้นได้ด้วยวิธีง่ายๆ

สารพันปัญหา แม่และเด็ก

ปั้นหุ่นปังของคุณแม่หลังคลอด อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้ว่าการตั้งครรภ์นั้นจะทำให้คุณผู้หญิิงมีชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คุณจะต้องปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน ที่ส่งผลต่ออารมณ์และความรู้สึก การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย ที่ทำให้คุณน้ำหนักขึ้น มีไขมันส่วนเกิน หุ่นไม่กระชับเหมือนเมื่อก่อน สิ่งนี่เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้คุณแม่หลังคลอดหลายคนวิตกกังวลและเกิดความเครียดสะสมขึ้นได้ วันนี้เราจึงรวบรวมเคล็ดลับในการลดน้ำหนักให้หุ่นคุณแม่กลับมาฟิตกระชับเหมือนเดิม จะมีวิธีใดบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. ควบคุมอาหาร การจะมีหุ่นกลับมาเป๊ะเหมือนเดิมได้นั้นคุณต้องควบคุมการทานอาหาร ไม่ใช่เพื่อการลดน้ำหนัก แต่เพื่อการสร้างสุขภาพที่ดี ลดไขมันส่วนเกิน โดยเฉพาะคุณแม่ที่อยู่ในช่วงให้นมบุตรห้ามลดอาหารอย่างเด็ดขาด ให้ทานตามปกติแต่คัดสรรค์แต่อาหารที่มีประโยชน์ มีโปรตีนสูง มีปริมาณไขมันต่ำ ลดของหวาน ลดของมัน นอกจากจะช่วยให้น้ำหนักลดลงได้อย่างรวดเร็วแล้ว การลดอาหารจำพวกนั้น ยังช่วยลดปัญหาท่อน้ำนมอุดตันได้อีกด้วย  2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ปกติส่วนใหญ่คุณแม่หลังคลอดจะไม่ค่อยมีเวลาใส่ใจสุขภาพร่างกายของตัวเองเท่าไหร่นัก แต่คุณต้องอย่าลืมว่า คุณมีภาระที่ต้องดูแลลูกไปตลอดชีวิต ดังนั้น คุณต้องสร้างร่างกายให้แข็งแรง พร้อมรับกับทุกอุปสรรคอยู่เสมอ การออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ หลายคนอ้างว่าไม่มีเวลา แต่เพียงแค่คุณสละเวลาส่วนตัวสัก 30 นาทีต่อวันเพื่อออกกำลังจะ จะช่วยให้หุ่นของคุณกลับมาเฟิร์มกระชับขึ้นได้อย่างรวดเร็วแน่นอน  3. เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่จะช่วยให้น้ำหนักของคุณแม่หลังคลอดลดลงเร็วมาก เพราะกระบวนการในการผลิตน้ำนมจะดึงส่วนที่เป็นไขมันในร่างกายของเราไปใช้เพื่อสร้างน้ำนม ดังนั้นการให้นมลูกในทุกๆวันนั้น จะช่วยให้คุณเผาผลาญพลังงานในร่างกายได้สูงถึง 700-800 กิโลแคลอรี่ต่อวันเลยทีเดียว และยิ่งในยุคปัจจุบันนี้รณรงค์ให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน จะช่วยลดไขมันส่วนเกินในร่างกายของคุณแม่ลงได้มากเลยทีเดียว โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง […]

6 ผลกระทบต่อพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกายและระบบประสาท เมื่อลูกเป็นโรคติดทีวี

สารพันปัญหา แม่และเด็ก

ผลกระทบเมื่อลูกติดทีวี เป็นอีกหนึ่งคำถามที่หลายคนยังคงสงสัยและหาคำตอบมาช่วยลบล้างความจำเป็นให้กับพฤติกรรมการติดทีวีของลูก ซึ่งในปัจจุบันนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตของเด็กๆเป็นอย่างมาก เปรียบเสมือนดาบสองคมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย จะต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะในวัยเด็กนั้นมีความอ่อนไหวต่อความรู้สึก มีวุฒิภาวะในการแยกแยะทางอารมณ์ได้ต่ำ หากลูกได้รับสื่อที่ไม่เหมาะสมอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางด้านสังคมและอารมณ์ความรู้สึกของลูกได้ วันนี้เราจะมีผลกระทบของเด็กที่ติดทีวีมาฝากกัน จะมีข้อเสียอะไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย 1. ลูกจะมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าว จากผลการสำรวจของโรคเด็กติดที่วี ส่วนมากพบว่าเด็กมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยจากผลงานวิจัยพบว่าเด็กอายุระหว่าง 2-3 ขวบ หากสัมผัสกับสื่อหรือดูทีวีมากจนเกินไปจะส่งผลต่อพฤติกรรมของลูกให้มีความก้าวร้าว หงุดหงิดอารมณ์ และมีภาวะการต่อต้านกับคุณพ่อคุณแม่มากขึ้น ดังนั้นถ้าหากคุณไม่อยากให้ลูกมีพฤติกรรมที่รุนแรงเหล่านั้นแนะนำให้ใช้สื่ออย่างระมัดระวัง หากเป็นไปได้ให้หลีกเลี่ยง หรือเบี่ยงเบนความสนใจด้วยการชวนลูกทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์แผนการนั่งดูทีวี จะเป็นประโยชน์กับเด็กมากกว่า 2. มีการเคลื่อนไหวที่น้อยลง จากผลการสำรวจ แล้วพบว่าหากเด็กที่นั่งดูทีวีหรือใช้สื่อออนไลน์ติดต่อกันมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน  มีแนวโน้มที่จะทำให้เด็กนั้นเคลื่อนไหวร่างกายได้น้อยลง ร่างกายไม่มีสิ่งเร้าที่จะกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัว กลายเป็นเด็กที่เฉยชา ไม่มีความกระตือรือร้น ชอบนั่งอยู่เฉยๆมากกว่าการออกไปวิ่งเล่นสนุกสนานแตกต่างจากเด็กทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด 3. ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางด้านภาษา อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าภาษานั้นเป็นเครื่องมือสื่อสารที่จะสามารถช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของลูกได้อย่างก้าวกระโดด หากลูกเด็กที่อายุ 2-3 ขวบ ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอทีวีมากจนเกินไป  จะทำให้เขามีพัฒนาการทางภาษาภาษาที่ล่าช้าลง ส่งผลกระทบในด้านการสื่อสาร กระบวนการทางความคิดและสติปัญญาประมวณเหตุการณ์ได้ช้าลง แตกต่างจากเด็กทั่วไป ซึ่งนั่นจะทำให้เขาเรียนรู้ได้ช้ากว่าเพื่อนๆอีกด้วย 4. ส่งผลกระทบในการนอน มีหลายบ้านมากที่จะใช้ช่วงเวลาก่อนเข้านอน ในการดูทีวีร่วมกัน แต่จากการสำรวจแล้วพบว่า เด็กที่ดูทีวีก่อนเข้านอน เกิน […]

6 วิธี รับมือกับอาการวัยทอง 2 ขวบ อย่างไรให้ได้ผล

สารพันปัญหา แม่และเด็ก

วิธีรับมือกับอาการวัยทอง 2 ขวบ ของลูกนั้นเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำความเข้าใจและยอมรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดี  ในช่วงวัยนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม จึงทำให้เด็กต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ผสมผสานกับนิสัยส่วนตัว ที่เริ่มมีความคิดเป็นของตนเอง อยากเรียนรู้และทดลองสิ่งใหม่ๆด้วยตนเอง จึงทำให้ช่วงวัยระหว่าง 2-4 ขวบ เด็กจะมีพฤติกรรมที่เกเรเป็นพิเศษ แต่คุณแม่ไม่ต้องเป็นกังวลใจไป วันนี้เรามีเคล็ดลับในการรับมือกับพฤติกรรมเหล่านี้มาฝากกัน จะเป็นอย่างไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย 1. คุณต้องใจเย็น การรับมือกับอาการวัยทอง 2 ขวบได้ดีที่สุดคือ ความสงบนิ่ง ของคุณพ่อคุณแม่ เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกมีอาการ โมโห หงุดหงิด อารมณ์ฉุนเฉียว ในพื้นที่สาธารณะ สิ่งที่คุณควรปฏิบัติคือ ควรพาลูกออกมาจากพื้นที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน เพราะอาจเกิดความวุ่นวายอื่นๆตามมาได้ หลังจากนั้น ให้ลูกระเบิดอารมณ์ออกมาเท่าที่ต้องการ โดยคุณต้องเข้าใจและยอมรับกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ด้วยการตั้งสติ หายใจเข้าลึกๆ และตอบสนองต่อพฤติกรรมของลูกด้วยท่าทีที่สงบนิ่ง สิ่งที่ต้องระวังคือความใจอ่อนที่จะยอมทำตามใจลูก จะยิ่งปลูกฝังและสนับสนุนให้เขาเป็นเด็กที่เอาแต่ใจมากขึ้นนั่นเอง 2. เบี่ยงเบนความสนใจของลูก เมื่อคุณเริ่มสังเกตเห็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของลูกกำลังจะระเบิดออกมา สิ่งแรกที่คุณสามารถหยุดอารมณ์รุนแรงเหล่านั้นลงได้ก่อนนั่นคือการเบี่ยงเบนความสนใจ ให้ลูกเอาจิตใจไปจดจ่ออยู่กับสิ่งอื่นแทน จะทำให้เขาลืมเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกไม่พอใจลงได้ เช่น พยายามทำเสียงแปลกๆให้ลูกสนใจ หรือหัวเราะ ชวนเขาออกไปดูธรรมชาติ ชี้นก ชี้ไม้ให้ลูกดู […]

4 เหตุผล ที่ทำให้คุณมีภาวะเครียดสะสมจากการเลี้ยงลูก

สารพันปัญหา แม่และเด็ก

อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า การเป็นคุณแม่นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่ต้องใช้เวลาในการปรับตัวในทุกๆด้านอยู่มากเลยทีเดียว เหตุผลที่ทำให้คุณแม่เกิดความเครียดสะสมในการเลี้ยงลูก นั้นจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ ซึ่งในบางครั้งการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของคุณแม่นั้นเกิดส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ในขณะที่มีคุณแม่หลายท่านที่คาดหวัง ในการเลี้ยงลูกให้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด จนกลายเป็นความกดดันให้กับตนเอง  ซึ่งนั่นถือเป็นสัญญาณอันตรายที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคุณแม่โดยตรง วันนี้เราจึง รวบรวม  เหตุผลหรือสาเหตุที่ทำให้คุณแม่เกิดความเครียดและความกังวลในการเลี้ยงลูกมาฝากกัน เพื่อให้สามารถปรับปรุงแก้ไขและสร้างสมดุลในชีวิตได้มากยิ่งขึ้นนั่นเอง จะมีเหตุผลใดบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. คุณแม่มีความกังวลคอยประกบลูกอยู่ตลอดเวลา วิธีการเลี้ยงลูกในรูปแบบนี้ นอกจากจะสร้างความเครียดให้กับตัวคุณเองแล้ว ยังเป็นการปิดกั้นพัฒนาการของลูกอีกด้วย แนะนำให้คุณแม่หาเวลาปล่อยให้ลูกได้เล่นอย่างอิสระบ้าง ถ้าหากลูกอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย ก็ไม่มีอะไรต้องเป็นกังวล การปล่อยให้ลูกได้เล่นอย่างอิสระ ตัวเด็กเองจะมีพัฒนาการทางความคิดอย่างไร้ขีดจำกัด มีความคิดสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น บางครั้งไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบตลอดเวลา การปล่อยให้ลูกได้เล่นอย่างอิสระจะสามารถเสริมสร้างพัฒนาการของลูกได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญ คุณจะมีเวลาเป็นส่วนตัว ได้พักผ่อนมากยิ่งขึ้นอีกด้วย 2. คุณแม่มีความคิดอยากเลี้ยงลูกให้สมบูรณ์แบบมากเกินไป ทัศนคติเช่นนี้จะทำให้คุณแม่สร้างความกดดันให้กับตัวเอง ทำให้การเลี้ยงลูกเป็นวิ่งที่ตึงเครียดอยู่ตลอดเวลา จะทำให้คุณแม่รับภาระหนักจนเกิดไป เกิดเป็นความเครียดสะสม และไม่มีความสุขในการใช้ชีวิต แนะนำให้คุณแม่ปล่อยวาง ให้พึงระลึกไว้เสมอว่า ไม่มีคุณแม่คนใดที่จะสมบูรณ์แบบ ในทุกเรื่อง ทุกคนต่างมีเรื่องที่ถนัดและทำให้เก่งที่แตกต่างกัน ดังนั้นคุณไม่จำเป็นต้องพยายามเป็นแม่ที่เพอร์เฟคในทุกๆเรื่องก็ได้ ทำเท่าที่ทำไหว สิ่งไหนเป็นเรื่องที่ถนัดก็ทำให้ดีที่สุด แต่หากเรื่องไหนที่ไม่ถนัดก็ค่อยๆเรียนรู้และทความเข้าใจจะช่วยให้คุณแม่เลี้ยงลูกได้อย่างมีความสุขมากขึ้น 3. ไม่มีคนคอยสนับสนุน เรื่องนี้ถือเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คุณแม่นั้นเกิดความเครียดในการเลี้ยงลูกได้ อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการเลี้ยงลูกเป็นเรื่องที่หนัก การจะฝึกฝนหรือดูแลอีกหนึ่งชีวิตให้เติบโตมาอย่างมีคุณภาพนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และยิ่งถ้าหากทำคนเดียวแล้วล่ะก็ เชื่อว่าจะต้องมีช่วงเวลาที่เหนื่อยล้า และท้อแท้อย่างแน่นอน […]

5 ไอเดียกับกิจกรรมยามว่าง เล่นสนุกกับลูกส่งเสริมพัฒนาการให้ชาญฉลาด 

สารพันปัญหา แม่และเด็ก

หลายคนที่เป็นคุณแม่ full Time ใช้เวลาทั้งหมดอยู่กับลูกตลอดเวลา คงมีความคิดอย่างแน่นอนว่า อยากหา กิจกรรมยามว่างที่ใช้เล่นกับลูก เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการให้ชาญฉลาดสมวัย ซึ่งการหากิจกรรมเล่นกับลูกในยามว่างนั้นมีประโยชน์สำหรับเด็กอย่างมาก เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ วันนี้เราจะรวบรวมไอเดียในการเล่นสนุกกับลูก เป็นกิจกรรมยามว่างที่เป็นประโยชน์ มาช่วยสร้างความสัมพันธ์ภายในครอบครัวให้มีสีสัน สนุกสนานและมีความสุขมากยิ่งขึ้น ซึ่งไอเดีย กิจกรรมยามว่างเล่นกับลูกที่เรานำมา ฝากนี้นั้น สามารถเล่นได้ง่าย ได้ประโยชน์ จะมีกิจกรรมใดบ้างและติดตามกันเลย 1. การเล่นซ่อนหา หรือจ๊ะเอ๋ เป็นการสร้างเสียงหัวเราะให้กับเด็กๆได้อย่างง่ายดาย เล่นจ๊ะเอ๋กับลูกนั้นเป็นกิจกรรมที่ถูกใจ และช่วยฝึกการสังเกตให้กับลูกได้อีกด้วย โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในวัยกำลังซนประมาณ 7-8 เดือน เขาจะชื่นชอบการเล่นจ๊ะเอ๋เป็นอย่างมาก หากคุณพ่อคุณแม่อยากใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ลองเล่นจ๊ะเอ๋กับลูกดูจะช่วยสร้างเสียงหัวเราะนะให้ลูกอารมณ์ดีได้อย่างแน่นอน 2. การปั้นแป้งโดว์ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะช่วยส่งเสริมลูกในด้านศิลปะและจินตนาการ ซึ่งเป็นการฝึกสมองในด้านของศิลปะที่แตกต่างจากด้านวิชาการ ลูกจะรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุขมากยิ่งขึ้นเมื่อได้สรรค์สร้างจินตนาการ และปั้นแป้งออกมาในรูปแบบที่ตนเองต้องการ เพราะทักษะทางด้านความคิดสร้างสรรค์นั้นเป็นความสามารถเฉพาะตัว ลูกสามารถเห็นผลได้ตั้งแต่ยังเด็ก จะช่วยให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีไอเดีย แล้วมีความคิดสร้างสรรค์อยู่เสมอได้ ดูวิธีการเล่นของคุณพ่อคุณแม่อาจจะนั่งปั้นแป้งดูในรูปแบบต่างๆไปพร้อมกับลูก จะช่วยให้เขารู้สึกสนุกและมีความสุขมากยิ่งขึ้น 3. การเล่นเงาในตอนกลางคืน ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะสร้างเสียงหัวเราะภายในครอบครัวได้เป็นอย่างดี การสร้างเหล่านี้เด็กจะได้ใช้จินตนาการมากยิ่งขึ้น โดยคุณพ่อคุณแม่ สามารถสอดแทรกความรู้ในเรื่องของสัตว์ต่างๆ หรือรูปทรงต่างๆที่เล่นเงาให้ลูกดูได้ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถ สร้างเรื่องราวเพิ่มความสนใจและชวนให้ลูกน้อยได้คิดตาม จะช่วยให้เขาฝึกสมองและใช้ความคิดการสนทนาการให้เพิ่มมากยิ่งขึ้นนั่นเอง 4. […]

5 เหตุผลที่ทำให้คุณแม่ลูกอ่อน หงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวณเอาใจยาก

สารพันปัญหา แม่และเด็ก

เหตุผลที่ทำให้คุณแม่ลูกอ่อนนั้นหงุดหงิดง่าย มีหลากหลายสาเหตุ สำหรับใครที่เคยผ่านประสบการณ์การเป็นคนแม่ลูกอ่อนมาแล้วจะทราบเป็นอย่างดีเลยว่า ทำไมในช่วงนั้นถึงอารมณ์หงุดหงิดง่าย ในบางครั้งเก็บตัวเงียบเพราะมีเรื่องเครียดสะสมมากมาย คุณสามีหลายท่านอาจจะไม่เข้าใจในความเป็นคุณแม่ลูกอ่อน หลายคนคิดว่าผู้หญิงตอนแปลงร่างเมื่อเป็นประจำเดือนอารมณ์หงุดหงิดง่ายแปรปรวนขึ้นๆลงๆ มาเอาใจยากแล้วแต่อารมณ์ของคุณแม่ลูกอ่อน นั้นรุนแรงกว่าหลายเท่า เกิดภาวะการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์อย่างหลากหลาย หรือที่รู้จักกันดีในชื่อว่า Baby Blue ไม่ได้ว่าเป็นซึมเศร้าหลังคลอดนั่นแหละ  ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะต้องอาศัยคนรอบข้างที่มีความเข้าใจในภาวะนี้ จะช่วยให้คุณแม่ลูกอ่อนนั้นสามารถผ่านวิกฤตทางอารมณ์เหล่านี้ไปได้ราบรื่นมากยิ่งขึ้น วันนี้เราจะรวบรวมให้เหตุผลที่ทำให้คุณแม่ลูกอ่อนนั้นซึม เงียบ โดยไม่รู้สาเหตุ มาฝากกัน จะมีเหตุผลใดบ้างและติดตามกันเลย 1. เกิดจากความวิตกกังวลในการเลี้ยงลูก โดยเฉพาะคุณแม่ มือใหม่ที่ต้องมีการปรับตัวในการเลี้ยงเด็กทารกมากมาย ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตนั้นจะเปลี่ยนแปลงไปเสียหมด ทำให้คุณแม่บางท่านอาจจะยังปรับตัวไม่ได้ จนเกิดเป็นความวิตกกังวลในการเลี้ยงลูก โดยเฉพาะการเลี้ยงเด็กทารกจะต้องใช้ความอดทนและความใจเย็นเป็นอย่างมาก เพราะเขาไม่สามารถบอกได้ว่าเขารู้สึกอย่างไร ทำได้เพียงร้องไห้ออกมาเท่านั้น ยิ่งถ้าหากเด็กบ้านไหนที่เลี้ยงยาก ร้องไห้งอแงอยู่บ่อยครั้ง กล่อมเท่าไหร่ก็ไม่หยุดร้องยิ่งทำให้คุณแม่นั้นเป็นกังวลซ้ำไปอีก  รวมถึงอาการต่างๆของเด็กทารกที่เราจะต้องศึกษาหาข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสีอุจจาระของลูก ปริมาณการทานนม เวลาเข้านอนของลูก เป็นต้น สาเหตุเหล่านี้ก็ทำให้คุณแม่มือใหม่นั้นวิตกกังวล และชอบเก็บตัวเงียบอยู่คนเดียว 2. ความคาดหวังที่มากเกินไป มนุษย์เราทุกคนนั้นเมื่ออยู่ตัวคนเดียวจะรู้สึกอิสระและมีความคล่องตัวมากกว่า หลังจากที่มีลูกแล้วนั้นกิจกรรมทุกอย่างในชีวิตจะต้องเปลี่ยนไป โดยเฉพาะคุณแม่มือใหม่จะต้องมีการปรับตัวในการเลี้ยงลูกอยู่ทุกวัน คุณจะต้องมีการวางแผนในอนาคตมากขึ้น ต้องรับผิดชอบครอบครัว โดยเฉพาะลูกน้อยที่ต้องได้รับการดูแลและเอาใจใส่เป็นพิเศษอยู่ตลอดเวลา ความรับผิดชอบเหล่านี้ถือเป็นหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่และไม่สามารถหนีหายไปไหนได้ ต้องเลี้ยงดูลูกให้ตลอดรอดฝั่ง ให้เขาเติบโตมาเป็นเด็กที่มีคุณภาพมากที่สุด จึงทำให้เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่คุณแม่หลายท่านเกิดความเครียดและคาดหวังกับเรื่องต่างๆในชีวิตมากจนเกินไป แนะนำว่าให้คุณแม่หาเวลาพักผ่อน สุดท้ายแล้วคุณจะต้องดูแลตัวเองให้ดีที่สุดเพื่อที่จะมีพลังไปดูแลคนรอบข้างโดยเฉพาะลูกน้อย […]

5 เคล็ดลับ ฝึกให้ลูกนอนกลางวัน ช่วยให้เป็นเด็กอารมณ์ดี ฉลาด เรียนรู้ไว

สารพันปัญหา แม่และเด็ก

คุณแม่ห้ามพลาดกับ เคล็ดลับในการฝึกให้ลูกนอนกลางวัน อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการนอนหลับพักผ่อนในเด็กนั้นสำคัญและจำเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าลูกจะอยู่ในช่วงวัยกำลังซน โดยเฉพาะเมื่อลูกเข้าสู่วัยอนุบาล การให้ลูกได้นอนในช่วงเวลากลางวันนั้นจะเป็นเรื่องที่ยากเป็นอย่างมาก แต่ถึงอย่างไรก็ตามคุณพ่อคุณแม่จะต้องฝึกให้ลูกได้มีเวลาพักผ่อน ในช่วงเวลากลางวันบ้าง เพราะเด็กในวัยนี้ จะต้องนอนกลางวันอย่างน้อย 30 – 60 นาที เป็นเวลาที่เพียงพอที่ร่างกายจะได้ชาร์จพลัง และช่วยให้ลูกตื่นมาด้วยอารมณ์ที่สดใส โดยจากงานวิจัยพบว่าเด็กที่ได้นอนกลางวัน จะส่งผลดีต่อพัฒนาการการเรียนรู้ ช่วยให้สมองสามารถจดจำและเก็บข้อมูลได้ดียิ่งขึ้นกว่าเด็กที่ไม่ได้นอนกลางวันถึง 10 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว  ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จะต้องพยายามหาเวลา หรือโอกาสให้ลูกได้นอนในช่วงกลางวันมากยิ่งขึ้น วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับ ในการฝึกให้ลูกนอนกลางวันได้ง่ายยิ่งขึ้น จะมีวิธีใดบ้างนั้นไปติดตามต่อเลย  1. ทำจนเป็นกิจวัตรประจำวัน เป็นเคล็ดลับที่จะช่วยให้ลูกนั้นนอนในช่วงเวลากลางวันได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งการจะฝึกให้ลูกนอนหลับในช่วงเวลากลางวันได้ง่ายยิ่งขึ้น จะต้องมีกฎเกณฑ์และทำตามซ้ำๆจนกลายเป็นกิจวัตรประจําวัน แล้วลูกจะรู้ได้โดยอัตโนมัติเลยว่าเมื่อถึงเวลาเขาจะต้องนอนหลับ ตามที่ได้ตกลงกันไว้ การฝึกให้ลูกนอนในช่วงเวลากลางวันนั้นถึงเป็นเรื่องที่หนักและท้าทายสำหรับคุณพ่อคุณแม่อีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว เพราะลูกในวัยนี้จะติดเล่นและไม่ยอมง่ายๆ คุณพ่อคุณแม่จะต้องพยายามรักษากฎกติกาอย่างต่อเนื่อง เพื่อฝึกให้ลูกจะเป็นนิสัย จะรู้เข้าใจและยอมรับได้เอง 2. สร้างพื้นที่ส่วนตัวให้กับลูก เมื่อฝึก ให้ลูกทราบกฎกติการ่วมกันแล้ว พ่อคุณแม่จะต้องมีมุมโปรดของลูก หรือพื้นที่ที่อยู่แล้วรู้สึกอุ่นใจ จะช่วยให้เขานอนกลางวันได้ง่ายยิ่งขึ้นๆ โดยพื้นที่ที่คุณจะให้ลูกนอนในช่วงเวลากลางวันนั้นจะต้องเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย สะอาด ปราศจากของเล่นที่เป็นอันตรายกับลูก จะช่วยให้การนอนในช่วงเวลากลางวันและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 3. ปรับโหมดให้สงบลง เมื่อใกล้ถึงเวลาเข้านอนแล้ว ให้คุณค่อยๆปรับโหมดให้ช้าและเงียบลง จะช่วยให้บรรยากาศดูน่านอนมากยิ่งขึ้น โดยเมื่อถึงเวลาเข้านอนกลางวันแล้วคุณพ่อคุณแม่จะต้องปรับบรรยากาศให้บ้านดูสงบ […]

5 วิธี ฝึกลูกให้มีความมั่นใจในตัวเอง เป็นเด็กที่อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ

สารพันปัญหา แม่และเด็ก

คุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่ว่าการ ฝึกลูกให้มีความมั่นใจในตัวเอง นั้น มีประโยชน์ต่อลูกในอนาคตอย่างมาก ซึ่งทักษะนี้ ไม่ได้มีกันทุกคน เป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ที่จะต้องฝึกฝนและปลูกฝังให้ลูกมีความมั่นใจในตัวเองตั้งแต่เด็กจะช่วยให้เขาแสดงศักยภาพและความสามารถที่มีออกมาได้อย่างเต็มที่ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆได้อย่างไร้ขีดจํากัด  เมื่อลูกมีความมั่นใจในตัวเองนะเขาจะรู้สึกมีความสุข ไม่มีอารมณ์น้อยใจ ไม่โหยหาความรัก เขาจะกล้าที่จะเผชิญความจริงและมองโลกในมุมที่กว้างขึ้น ซึ่งทักษะเหล่านี้ จะมีประโยชน์อย่างมากในอนาคตและทำให้เขาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข ดังนั้นวันนี้เราจึงมีเทคนิคในการฝึกให้ลูกมีความมั่นใจในตัวเองตั้งแต่เด็กมาฝากกัน สำหรับคุณพ่อคุณแม่ท่านไหนที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดได้เลย 1. คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก อันดับแรกเลยการฝึกให้ลูกมีความมั่นใจในตัวเองนั้นคุณพ่อคุณแม่จะเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดให้กับลูก  เริ่มจากการสอนให้ลูกรู้จักตัวเอง กล้าที่จะออกความคิดเห็นหรือกล้าที่จะแสดงความรู้สึกของตัวเองออกมา ชัดเจนกับตัวเอง ไม่หลอกตัวเองเพื่อให้คนอื่นยอมรับ ข้อนี้สำคัญมาก หากเขาสามารถปฏิบัติได้และมีทักษะนี้ได้เร็ว เขาจะสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้ง่ายและมีความสุขมากยิ่งขึ้น  2. ให้ลูกมีโอกาสได้ตัดสินใจเอง คุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่ว่า การให้ลูกได้มีสิทธิ์เลือกในสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบนั้นจะช่วยให้เขารู้จักตัดสินใจและมีความมั่นใจในตัวเองมากยิ่งขึ้น ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถฝึกได้ตั้งแต่ยังเด็ก เช่น การให้เขาได้เลือกชุดที่เขาชอบที่จะใส่ในแต่ละวัน เลือกอาหารที่อยากทาน เลือกการ์ตูนที่อยากดู สิ่งเหล่านี้จะทำให้ลูกกล้าคิดกล้าตัดสินใจ โดยอยู่ภายในขอบเขตที่เราแอบตั้งไว้ สิ่งที่สำคัญคือคุณพ่อคุณแม่จะต้องเคารพในการตัดสินใจของลูก เพื่อสนับสนุนและให้เขากล้าที่จะแสดงความรู้สึกของตัวเองออกมานั่นเอง 3. ให้เวลากับลูก ไม่ว่าคุณจะติดธุระหรือไม่ว่างแค่ไหนก็ตาม แต่ลูกจะต้องเป็นที่หนึ่งเสมอ ซึ่งการฝึกฝนให้ลูกมีความมั่นใจในตัวเองนั้น กำลังใจเป็นสิ่งที่สำคัญ คุณพ่อคุณแม่จะต้องสื่อสารและรับฟังรวมถึงแลกเปลี่ยนความคิดกับลูกอยู่เสมอ จะทำให้เขากล้าที่จะตัดสินใจมากยิ่งขึ้น และมีความมั่นใจในตัวเองมากยิ่งขึ้น เพราะเขาจะรู้ว่า เมื่อเขาตัดสินใจพลาด หรือในวันที่เขาเสียใจเขาจะมีคุณอยู่ข้างๆเสมอและจะไม่กลัวที่จะตัดสินใจเอง ดังนั้นเวลาที่อยู่กับลูกจึงมีค่าและมีความสำคัญอย่างมาก คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้ามข้อนี้ไป 4. ปล่อยให้ลูกได้แก้ไขปัญหาเอง […]