5 เคล็ดลับ ปราบเซียนเด็กชอบพูดโกหกได้อย่างอยู่หมัด

สารพันปัญหา แม่และเด็ก

ปรับนิสัยเด็กพูดโกหก ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่พ่อแม่หลายคนกำลังกังวลใจ และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นลักษณะนิสัยที่พบได้บ่อยมากในเด็ก ซึ่งลักษณะนิสัยเหล่านี้มักมีที่มาที่ไป ส่วนใหญ่แล้วเด็กที่ไม่ยอมพูดความจริง อาจมีสาเหตุมาจากกลัวผู้ใหญ่ไม่พอใจ กลัวโดนดุ หรือโดนทำโทษ ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า พฤติกรรมของลูกสะท้อนให้เห็นถึงการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง ถ้าหากอยากแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องเริ่มจากพ่อแม่ที่เปลี่ยนวิธีการตอบสนอง ไม่ตำหนิลูกในทันที ใช้ความสงบ สร้างทัศนคติใหม่ให้กับลูก ถ้าหากทำอะไรผิดพลาดลูกก็จะกล้ายอมรับ โดยที่ไม่จำเป็นต้องโกหกอีกต่อไป วันนี้เราจึงรวบรวมวิธีปราบเซียนเด็กชอบพูดโกหกมาฝากกัน จะมีอะไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย 1. เมื่อลูกทำผิดพลาด ต้องไม่ตำหนิลูกอย่างรุนแรง พ่อคุณแม่ต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็กก่อนว่า เขายังไม่สามารถที่จะแยกแยะความถูกผิดหรือความเหมาะสมได้มากเท่าที่ควร ดังนั้นอาจมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้เป็นเรื่องธรรมดา ถ้าหากลูกทำผิดอะไรให้คุณรับฟังด้วยเหตุผล ไม่ด่วนตัดสิน และไม่ตำหนิลูกในทันที เพราะนั่นจะทำให้เขาขาดความมั่นใจ และเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาปกปิดความผิดเพราะไม่อยากโดนตำหนิ หรือโดนทำโทษนั่นเอง 2. ปรับทัศนคติที่พ่อแม่ คุณต้องทำใจเลยว่าเด็กๆนั้นมักชอบเล่นซนอยู่เสมอ ซึ่งนั่นถือเป็นสัญญาณที่ดีเพราะเขาจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆที่อยู่รอบตัวเขาได้มากยิ่งขึ้น ทำให้เขามีประสบการณ์และมีความคิดที่เป็นระบบระเบียบมากยิ่งขึ้น สิ่งที่คุณควรทำคือปรับวิธีการคิดและทำให้ลูกไว้ใจ เมื่อทำอะไรผิดเขาจะกล้าที่จะบอกกับคุณในทันที เช่น เมื่อลูกทำน้ำหก ให้คุณพูดกับลูกอย่างอ่อนโยน ว่าให้รีบทำความสะอาดพื้น เดี๋ยวจะทำให้หนูลื่นล้มได้นะ แทนการตำหนิว่า เล่นอะไร น้ำหกเลอะเทอะไปหมด จะทำให้เขากลัวและรีบปฏิเสธจนติดเป็นนิสัยนั่นเอง 3. ต้องฝึกความรับผิดชอบให้กับลูก ถือเป็นอีกหนึ่งทักษะที่จะช่วยหล่อหลอมให้เขาเติบโตมาเป็นเด็กที่น่ารัก มีคุณภาพ การมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองทำนั้น นอกจากจะปรับนิสัยไม่ให้ลูกพูดโกหกแล้ว ยังช่วยให้เขามีความซื่อสัตย์ที่มากขึ้นอีกด้วย  ทำผิดก็กล้ารับผิด […]

6 เคล็ดลับ เลี้ยงลูกเชิงบวก เสริมสร้างพัฒนาการ ส่งเสริมให้ลูกมีความสุข

สารพันปัญหา แม่และเด็ก

เคล็ดลับเลี้ยงลูกเชิงบวก อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสถาบันครอบครัวนั้นถือเป็นสถาบันเบื้องต้นที่คุณสามารถปลูกฝังคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับลูกได้ เพราะเด็กคนหนึ่งที่จะเติบโตขึ้นมามองโลกกว้าง จะมีลักษณะนิสัยอย่างไรขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูของพ่อแม่นั้นเอง ดังนั้นวิธีการเลี้ยงลูกจึงสำคัญและจำเป็นอย่างมากในปัจจุบัน หน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่คือการให้ความรัก ความเข้าใจ รวมไปถึงวิธีการเลี้ยงลูกเชิงบวกที่จะช่วยส่งเสริมให้เขามีพัฒนาการที่ดีและมีความสุขในชีวิตได้วันนี้เราจึงรวบรวมเคล็ดลับในการเลี้ยงลูกเชิงบวกมาฝากกัน จะมีวิธีใดบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย 1. เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก อันดับแรกก็มีคุณจะอบรมสั่งสอนให้เขาเป็นคนลักษณะอย่างไรต้องเริ่มจากการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก เพราะในธรรมชาติของเด็กงั้นจ่ายชอบเลียนแบบคนที่อยู่ใกล้ตัวมากที่สุด เขาจะเรียนรู้พฤติกรรมรวมไปถึงทัศนคติต่างๆจากพ่อแม่ ดังนั้นถ้าคุณเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก จะช่วยปลูกฝังให้เขาเป็นเด็กที่เติบโตมาอย่างมีคุณภาพในอนาคตได้แน่นอน 2. การรักษาสัญญาก็เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับในการเลี้ยงลูกเชิงบวก ที่จะสามารถช่วยสร้างความเชื่อใจให้กับลูกได้ ลูกจะมีความเชื่อมั่นในตัวของคุณพ่อคุณแม่มากยิ่งขึ้น   สามารถช่วยกระชับความสัมพันธ์ภายในครอบครัวได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญการรับปาก หรือรักษาสัญญานี้จะช่วยให้คุณสามารถอบรมสั่งสอนลูกได้ง่ายยิ่งขึ้น  3. สอนให้ลูกรู้จะเข้าใจคนอื่นมากขึ้น เพราะในธรรมชาติของแต่ละคนนั้นย่อมมีความแตกต่างกันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นทางวัฒนธรรม ภาษา ทัศนคติ หรือรวมไปถึงลักษณะนิสัย ซึ่งการสอนให้ลูกรู้จักเข้าใจคนอื่น หรือเห็นอกเห็นใจคนอื่นมากขึ้นแล้ว จะให้ลูกรู้จักเอาใจใส่คนรอบข้าง เป็นเด็กที่อ่อนโยน  ไม่เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง รวมถึงสามารถจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย 4. ส่งเสริมให้ลูกได้ใช้ความคิดของตัวเอง เป็นอีกหนึ่งทักษะที่สำคัญในการดำเนินชีวิต เทคนิคนี้จะช่วยให้ลูกมีกระบวนการคิดวิเคราะห์ และสามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง เขาจะรู้สึกอิสระทางความคิดมากยิ่งขึ้น โดยคุณอาจจะเริ่มปลูกฝังทักษะนี้ได้จากชีวิตประจำวันเช่น ให้เขาเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่ชอบ ให้เขาเป็นฝ่ายเลือกเมนูอาหารที่อยากทานบ้าง หรืออาจจะปลูกฝังจากการ ช่วยทำงานบ้านเล็กๆน้อยๆ ลูกจะได้ใช้กระบวนการความคิดและพัฒนาสมองได้ดียิ่งขึ้น 5. ส่งเสริมให้ลูกมองโลกในแง่ดี ถ้าหากลูกมีทักษะนี้จะช่วยให้เขาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าลูกจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้ายหรือเหตุการณ์ที่ผิดหวัง เขาจะสามารถจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกของตนเองได้เป็นอย่างดี […]

5 เคล็ดลับ วิธีรับมือกับลูกติดโทรศัพท์ที่ใช้แล้วเห็นผลจริง

สารพันปัญหา แม่และเด็ก

วิธีรับมือกับลูกติดโทรศัพท์ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในยุคสมัยปัจจุบันนี้โทรศัพท์มือถือเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีสื่อสารที่เข้ามาส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของเด็กในยุคนี้มากที่สุด คงมีคุณพ่อคุณแม่ไม่น้อยเลยที่ต้องกำลังเผชิญกับปัญหานี้อยู่ แต่โทรศัพท์มือถือก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสื่อสารที่ใช้ในการเรียนรู้และมีประโยชน์มากหากใช้ถูกวิธี ดังนั้นวันนี้เราจึงมีเคล็ดลับในการรับมือแล้วจัดการกับวิธีการใช้โทรศัพท์มือถือของลูกให้มีประโยชน์สูงสุดมาฝากกัน จะเป็นอย่างไรบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. มีเวลาอยู่กับลูกให้มากยิ่งขึ้น อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าในปัจจุบันนี้คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่นั้นมักจะต้องออกไปทำงานนอกบ้าน หรือมีระยะเวลาในการเลี้ยงลูกจำกัดดังนั้น มือถือจึงเข้ามาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยให้คุณสามารถจัดการและดูแลกับลูกได้มากยิ่งขึ้น แต่คุณทราบหรือไม่ว่าทุกครั้งที่คุณยึดโทรศัพท์มือถือให้กับลูกนั้นเหมือนเป็นดาบสองคม ที่ทำร้ายลูกทางอ้อม ถ้าหากลูกใช้ผิดวิธี และเกิดการติดโทรศัพท์มือถือขึ้นมาจะส่งผลต่อพัฒนาการของลูกโดยตรง  จากการสำรวจแล้วพบว่าเด็กส่วนใหญ่ที่พ่อแม่มีเวลาเล่นด้วยกันมากขึ้น เด็กจะไม่สนใจอุปกรณ์สื่อสารเลย ดังนั้นถ้าหากคุณกำลังเผชิญกับปัญหาที่ลูกติดโทรศัพท์มือถืออย่างหนักอยู่นั้นแนะนำให้คุณหาเวลาให้ลูกมากยิ่งขึ้น จะช่วยสานสัมพันธ์กับลูกให้เขาลดความสนใจโทรศัพท์มือถือเหล่านั้นลง โดยคุณสามารถหากิจกรรมสนุกสนานมาดึงดูดความสนใจลูกเช่น การเล่นบอร์ดเกม การเล่นกีฬาที่มีความท้าทาย จะช่วยได้มากเลยทีเดียว 2. พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก ข้อนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะธรรมชาติของเด็กแล้วนั้นจะชอบเลียนแบบพฤติกรรมของคนรอบตัว ดังนั้นก่อนที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกให้เลิกติดโทรศัพท์มือถือนั้น ควรเริ่มต้นจากคุณพ่อคุณแม่ให้มีพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือในเชิงบวก ใช้งานโทรศัพท์มือถือเมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น เช่น ไม่เล่นมือถือขณะทานข้าว หลีกเลี่ยงการตอบแชทหรือท่องโลกโซเชียลขณะทำกิจกรรมกับลูก ไม่เล่นโทรศัพท์ก่อนนอน และที่สำคัญต้องลดการใช้โทรศัพท์มือถือเมื่ออยู่ต่อหน้าลูก จะช่วยปลูกฝังลักษณะนิสัยของเขาให้สนใจเทคโนโลยีเหล่านี้ลดน้อยลง  แต่ถึงอย่างไรก็ตาม โทรศัพท์มือถือนั้นก็ยังคงมีประโยชน์และสามารถให้ความรู้กับเด็กได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรปลูกฝังวินัยในการใช้อุปกรณ์สื่อสารเหล่านี้ให้ลูกอย่างเหมาะสม จะช่วยลดภาวะและลดความเสี่ยงที่ลูกจะได้รับอันตรายจากแสงสีฟ้าน้อยลงด้วย และที่สำคัญ จะลดการส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางด้านอื่นๆของลูกลงได้เป็นอย่างดี 3. อธิบายผลกระทบอาการติดโทรศัพท์ให้ลูกได้รับรู้ จากบทความของนักกิจกรรมบำบัดแล้วพบว่าเด็กในช่วง 3-6 ปีจะมีพัฒนาการทางด้านความคิดที่มีเหตุและมีผลมากยิ่งขึ้น  เขาสามารถเรียนรู้และเข้าใจสิ่งต่างๆรอบตัวได้มากยิ่งขึ้น เป็นเรื่องที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะสามารถปลูกฝังและอธิบายถึงผลกระทบจากการติดโทรศัพท์มือถือให้ลูกได้เข้าใจง่ายมากยิ่งขึ้น ทำให้เขาตระหนักถึงผลเสียของการใช้โทรศัพท์มือถือได้มากยิ่งขึ้นนั่นเอง 4. ปลูกฝังให้ลูกมีวินัยในการใช้โทรศัพท์มือถือ ถึงแม้ว่าโทรศัพท์มือถือนั้นจะเปรียบเสมือนดาบสองคมแต่ในปัจจุบันนี้เราปฏิเสธการใช้โทรศัพท์มือถือได้ยากมาก ดังนั้นสิ่งที่คุณทำได้คือการปลูกฝังวินัยการใช้โทรศัพท์ให้ลูกอย่างเหมาะสม เช่นการจัดตารางเวลาในการใช้โทรศัพท์ […]

5 ทักษะพื้นฐาน ที่ควรปลูกฝังลูก เพื่อให้เขาเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ

สารพันปัญหา แม่และเด็ก

ทักษะขั้นพื้นฐานในชีวิต เป็นสิ่งที่สำคัญ เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ทุกคนต้องอยากอบรมสั่งสอนให้ลูกมีทักษะการใช้ชีวิตที่สามารถดูแลตัวเองได้ ซึ่งทักษะการใช้ชีวิตเหล่านั้นคุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่ว่าคุณสามารถปลูกฝังให้เขารับรู้และสัมผัสได้ตั้งแต่ยังเด็ก เพราะการมีทักษะขั้นพื้นฐาน จะช่วยให้ลูกสามารถจัดการกับตัวเองได้ดียิ่งขึ้น เผชิญกับอุปสรรคต่างๆในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยลูกจะสามารถปรับตัว จัดการกับอารมณ์และความคิดของตนเองได้เป็นอย่างดี วันนี้เราจึงรวบรวมทักษะพื้นฐานที่ควรปลูกฝังลูกตั้งแต่ยังเล็กมาฝากกัน จะมีอะไรบ้างและติดตามกันเลย 1. ความตั้งใจและความพยายามจะชนะทุกสิ่ง ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพสิ่งที่คุณจะปลูกฝังเป็นทักษะขั้นพื้นฐานให้กับลูกนั้นคือกระบวนการความคิด และการวิเคราะห์พิจารณาเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัวด้วยความพยายามอย่างตั้งใจ โดยลูกจะสามารถใช้เหตุผลในการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเผชิญกับปัญหาและวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆได้เป็นอย่างดี โดยคุณสามารถปลูกฝังให้กับลูกได้จากการตั้งคำถามการเล่านิทาน ให้ลูกได้ใช้กระบวนการทางความคิดและสติปัญญามากยิ่งขึ้น เป็นต้น 2. ปลูกฝังให้เขามีความคิดเชิงบวก อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าทัศนคติที่ดีจะนำพาให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ เด็กก็เช่นเดียวกันถ้าหากคุณปลูกฝังให้เขามีความคิดเชิงบวกตั้งแต่ยังเล็ก เขาจะสามารถมองเห็นข้อดีจากสถานการณ์ต่างๆรอบตัวได้มากยิ่งขึ้น ทำให้ลูกสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขบนทัศนคติเชิงบวก โดยคุณสามารถปลูกฝังให้ลูกได้หลากหลายวิธี เริ่มตั้งแต่คำพูดของคุณ หมั่นชื่นชมลูกอยู่เสมอเมื่อเขาประพฤติปฏิบัติตัวดี หรือเมื่อลูกทำผิดให้คุณใช้ความคิดเชิงบวกในการอบรมสั่งสอนเขา ลูก จะค่อยๆซึมซับพฤติกรรมและความคิดที่ดีกับพ่อแม่นั้นเอง 3. สอนให้เขารู้จักปรับตัวเข้ากับสังคม ทุกการเจริญเติบโตลูกน้อยจะต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นอีก หนึ่งทักษะที่สำคัญ ที่จะช่วยให้เขาสามารถเติบโตได้อย่างมีความมั่นใจไร้กังวลนั่นก็คือการรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้ดี ถ้าหากลูกมีทักษะขั้นพื้นฐานนี้จะช่วยให้เขามีความมั่นใจในตนเองไร้ความกังวลและสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของทุกก้าวย่างในชีวิตได้เป็นอย่างดี  โดยคุณสามารถปลูกฝังทักษะเหล่านี้ได้ด้วยการสอนให้เขามองเห็นภาพจากสิ่งที่อยู่รอบตัวที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาเช่น สายลม แสงแดด หรือรวมไปถึงสภาพแวดล้อม ดินฟ้าอากาศ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จะช่วยให้เขาเห็นภาพและรู้จักกับการปรับตัวได้มากยิ่งขึ้น 4. ปลูกฝังให้เขาเห็นคุณค่าในตนเองมากยิ่งขึ้น  สำหรับเด็กๆนั้นอาจจะยังไม่เข้าใจคำว่าคุณค่าของตนเอง บางคนคิดว่าเขาจะมีคุณค่าในตนเองเพิ่มมากขึ้นถ้าหากมีผลการเรียนที่ดี พ่อแม่จะสนใจแล้วรักเขามากขึ้น ซึ่งถือเป็นอีกสิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่รู้จักให้กำลังใจลูก ไม่ว่าลูกจะมีผลการเรียนดีหรือไม่ก็ตาม ห้ามใช้คำพูดในการตัดสินพฤติกรรมต่างๆของลูก […]

6 เคล็ดลับ ของคุณแม่หลังคลอด เปลี่ยนหุ่นพังให้กลับมาเป๊ะปังขึ้นได้ด้วยวิธีง่ายๆ

สารพันปัญหา แม่และเด็ก

ปั้นหุ่นปังของคุณแม่หลังคลอด อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้ว่าการตั้งครรภ์นั้นจะทำให้คุณผู้หญิิงมีชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คุณจะต้องปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน ที่ส่งผลต่ออารมณ์และความรู้สึก การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย ที่ทำให้คุณน้ำหนักขึ้น มีไขมันส่วนเกิน หุ่นไม่กระชับเหมือนเมื่อก่อน สิ่งนี่เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้คุณแม่หลังคลอดหลายคนวิตกกังวลและเกิดความเครียดสะสมขึ้นได้ วันนี้เราจึงรวบรวมเคล็ดลับในการลดน้ำหนักให้หุ่นคุณแม่กลับมาฟิตกระชับเหมือนเดิม จะมีวิธีใดบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. ควบคุมอาหาร การจะมีหุ่นกลับมาเป๊ะเหมือนเดิมได้นั้นคุณต้องควบคุมการทานอาหาร ไม่ใช่เพื่อการลดน้ำหนัก แต่เพื่อการสร้างสุขภาพที่ดี ลดไขมันส่วนเกิน โดยเฉพาะคุณแม่ที่อยู่ในช่วงให้นมบุตรห้ามลดอาหารอย่างเด็ดขาด ให้ทานตามปกติแต่คัดสรรค์แต่อาหารที่มีประโยชน์ มีโปรตีนสูง มีปริมาณไขมันต่ำ ลดของหวาน ลดของมัน นอกจากจะช่วยให้น้ำหนักลดลงได้อย่างรวดเร็วแล้ว การลดอาหารจำพวกนั้น ยังช่วยลดปัญหาท่อน้ำนมอุดตันได้อีกด้วย  2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ปกติส่วนใหญ่คุณแม่หลังคลอดจะไม่ค่อยมีเวลาใส่ใจสุขภาพร่างกายของตัวเองเท่าไหร่นัก แต่คุณต้องอย่าลืมว่า คุณมีภาระที่ต้องดูแลลูกไปตลอดชีวิต ดังนั้น คุณต้องสร้างร่างกายให้แข็งแรง พร้อมรับกับทุกอุปสรรคอยู่เสมอ การออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ หลายคนอ้างว่าไม่มีเวลา แต่เพียงแค่คุณสละเวลาส่วนตัวสัก 30 นาทีต่อวันเพื่อออกกำลังจะ จะช่วยให้หุ่นของคุณกลับมาเฟิร์มกระชับขึ้นได้อย่างรวดเร็วแน่นอน  3. เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่จะช่วยให้น้ำหนักของคุณแม่หลังคลอดลดลงเร็วมาก เพราะกระบวนการในการผลิตน้ำนมจะดึงส่วนที่เป็นไขมันในร่างกายของเราไปใช้เพื่อสร้างน้ำนม ดังนั้นการให้นมลูกในทุกๆวันนั้น จะช่วยให้คุณเผาผลาญพลังงานในร่างกายได้สูงถึง 700-800 กิโลแคลอรี่ต่อวันเลยทีเดียว และยิ่งในยุคปัจจุบันนี้รณรงค์ให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน จะช่วยลดไขมันส่วนเกินในร่างกายของคุณแม่ลงได้มากเลยทีเดียว โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง […]

6 ผลกระทบต่อพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกายและระบบประสาท เมื่อลูกเป็นโรคติดทีวี

สารพันปัญหา แม่และเด็ก

ผลกระทบเมื่อลูกติดทีวี เป็นอีกหนึ่งคำถามที่หลายคนยังคงสงสัยและหาคำตอบมาช่วยลบล้างความจำเป็นให้กับพฤติกรรมการติดทีวีของลูก ซึ่งในปัจจุบันนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตของเด็กๆเป็นอย่างมาก เปรียบเสมือนดาบสองคมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย จะต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะในวัยเด็กนั้นมีความอ่อนไหวต่อความรู้สึก มีวุฒิภาวะในการแยกแยะทางอารมณ์ได้ต่ำ หากลูกได้รับสื่อที่ไม่เหมาะสมอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางด้านสังคมและอารมณ์ความรู้สึกของลูกได้ วันนี้เราจะมีผลกระทบของเด็กที่ติดทีวีมาฝากกัน จะมีข้อเสียอะไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย 1. ลูกจะมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าว จากผลการสำรวจของโรคเด็กติดที่วี ส่วนมากพบว่าเด็กมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยจากผลงานวิจัยพบว่าเด็กอายุระหว่าง 2-3 ขวบ หากสัมผัสกับสื่อหรือดูทีวีมากจนเกินไปจะส่งผลต่อพฤติกรรมของลูกให้มีความก้าวร้าว หงุดหงิดอารมณ์ และมีภาวะการต่อต้านกับคุณพ่อคุณแม่มากขึ้น ดังนั้นถ้าหากคุณไม่อยากให้ลูกมีพฤติกรรมที่รุนแรงเหล่านั้นแนะนำให้ใช้สื่ออย่างระมัดระวัง หากเป็นไปได้ให้หลีกเลี่ยง หรือเบี่ยงเบนความสนใจด้วยการชวนลูกทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์แผนการนั่งดูทีวี จะเป็นประโยชน์กับเด็กมากกว่า 2. มีการเคลื่อนไหวที่น้อยลง จากผลการสำรวจ แล้วพบว่าหากเด็กที่นั่งดูทีวีหรือใช้สื่อออนไลน์ติดต่อกันมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน  มีแนวโน้มที่จะทำให้เด็กนั้นเคลื่อนไหวร่างกายได้น้อยลง ร่างกายไม่มีสิ่งเร้าที่จะกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัว กลายเป็นเด็กที่เฉยชา ไม่มีความกระตือรือร้น ชอบนั่งอยู่เฉยๆมากกว่าการออกไปวิ่งเล่นสนุกสนานแตกต่างจากเด็กทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด 3. ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางด้านภาษา อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าภาษานั้นเป็นเครื่องมือสื่อสารที่จะสามารถช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของลูกได้อย่างก้าวกระโดด หากลูกเด็กที่อายุ 2-3 ขวบ ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอทีวีมากจนเกินไป  จะทำให้เขามีพัฒนาการทางภาษาภาษาที่ล่าช้าลง ส่งผลกระทบในด้านการสื่อสาร กระบวนการทางความคิดและสติปัญญาประมวณเหตุการณ์ได้ช้าลง แตกต่างจากเด็กทั่วไป ซึ่งนั่นจะทำให้เขาเรียนรู้ได้ช้ากว่าเพื่อนๆอีกด้วย 4. ส่งผลกระทบในการนอน มีหลายบ้านมากที่จะใช้ช่วงเวลาก่อนเข้านอน ในการดูทีวีร่วมกัน แต่จากการสำรวจแล้วพบว่า เด็กที่ดูทีวีก่อนเข้านอน เกิน […]

6 เคล็ดลับ ลดความเสี่ยงในการแพ้อาหารของลูกน้อย

สารพันปัญหา แม่และเด็ก

ลดความเสี่ยงการแพ้อาหารในเด็กทารก เป็นสิ่งที่สามารถหลีกเลี่ยงได้อยากและอันตรายมากกว่าที่คิด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสังเกตอาการต่างๆที่เกิดขึ้นกับลูกน้อย เพื่อตรวจสอบและหลีกเลี่ยงอาหารกลุ่มเสี่ยง ซึ่งจะช่วยลดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับลูกได้ การแพ้อาหารเกิดขึ้นหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น แพ้อาหารประเภทนมวัว แพ้แป้งสาลี แพ้ถั่ว แพ้ไข่ ฯลฯ สิ่งต่างๆเหล่านี้เราสามารถเรียนรู้และป้องกันได้ หากใครที่กำลังมีความกังวลในเรื่องนี้ วันนี้เรามีเคล็ดลับในการลดความเสี่ยงของการแพ้อาหารในเด็กทารกมาฝากกัน จะมีวิธีสังเกตและปฏิบัติอย่างไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย 1. เริ่มต้นด้วยการสังเกต เป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่เราจะสามารถทราบได้ว่าลูกมีอาการแพ้อาหารหรือไม่ โดยการแพ้นั้นแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ อาการแพ้แบบเฉียบพลัน คือหากร่างกายได้รับสารอาหารเหล่านั้นไปแล้ว ไม่เกิน 2 ชั่วโมงจะเกิดอาการแพ้แสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน เช่น มีผื่นขึ้นที่ลำตัวหรือใบหน้า ปากบวม หายใจติดขัด อันตรายถึงขั้นเสียชีวิต อาการแพ้แบบเรื้อรัง คือ จะมีอาการถ่ายเหลว ลูกปวดท้องแบบเรื้อรัง หรือเด็กบางรายอาการหนักถึงขั้นถ่ายมีมูกเลือดปนได้ หรือเด็กบางคนอาจลำไส้อักเสบจนร่างกายไม่สามารถดูดซึมอาหารได้ และสุดท้ายคือ อาการแพ้แบบเฉียบพลันผสมกับเรื้อรัง เด็กจะมีอาการคัดจมูกเรื้อรัง มีน้ำมูก ถ่ายเหลว เป็นต้น หากมีอาการเหล่านี้ต้องหยุดอาหารที่สงสัยทันที 2. เพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้ลูกแข็งแรงมากขึ้น ด้วยการให้ลูทานนมแม่ให้ได้นานที่สุด  อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าน้ำนมแม่มีสารอาหารที่ครบถ้วนและสมบูรณ์แบบที่สุด สนับสนุนให้เด็กทานนมแม่อย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป […]

6 เคล็ดลับ เลี้ยงลูกอย่างไรให้แข็งแรงทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ ให้เขามีความสุขในทุกวัน

สารพันปัญหา แม่และเด็ก

เคล็ดลับในการเลี้ยงลูกให้แข็งแรงทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ เป็นวิถีการเลี้ยงลูกรูปแบบใหม่ที่ไม่เพียงส่งเสริมให้เด็กมีความเก่งฉลาดรอบรู้เท่านั้น แต่ยังช่วยให้เขาเติบโตมาเป็นเด็กที่มีความสุข ทัศนคติดี ซึ่งคือพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ สามารถแก้ไขปัญหาและสถานการณ์ต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ วันนี้เราจึงรวบรวม เคล็ดลับในการเลี้ยงลูก ให้เขามีความสุขในทุกๆวันมาฝากกัน จะมีวิธีใดบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย 1. เริ่มต้นที่ผู้ปกครองต้องมีความสุขในการเลี้ยงลูกก่อน อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเด็กนั้นสามารถเรียนรู้และซึมซับพฤติกรรมรวมถึงอารมณ์ความรู้สึกได้จากสิ่งแวดล้อมรอบตัว ดังนั้น หากอยากให้ลูกเติบโตเป็นเด็กที่อารมณ์ดี มีความสุข มีทัศนคติที่ดี จะต้องเริ่มต้นที่ผู้ปกครองต้องทำตัวเองให้มีความสุข ให้รอบตัวมีแต่พลังบวก เพื่อถ่ายทอดให้ลูกได้ซึมซับพฤติกรรมเหล่านั้นจะช่วยหล่อหลอมให้ลูกเติบโตมาเป็นเด็กที่มีความสุขมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีนั่นเอง 2. เปลี่ยนมุมมองความคาดหวัง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้แม่ในยุคสมัยใหม่นี้ มักคาดหวังให้ลูกเติบโตมาอย่างสมบูรณ์แบบ จนอาจลืมไปว่า เรากำหนดกฎเกณฑ์ในชีวิตลูกมากจนเกินไป ทำให้เขาไร้อิสระทางความคิด การมุ่งเน้นในความสมบูรณ์แบบมาเกินไป อาจทำให้ลูกมีความวิตกกังวลและซึมเศร้า ได้สูงมาก ดังนั้น หากคุณอยากให้ลูกเก่งฉลาด และมีความสุข ลองเปลี่ยนมุมมองเป็นการคากหวังในความพยายามของลูกแทนดู หากลูกมีความพยายามและทำสิ่งใดได้สำเร็จ ให้คุณชื่นชมเขา ให้รางวัลเล็กๆน้อยเพื่อเป็นกำลังใจ จะทำให้เขามีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงขึ้น กล้าคิดกล้าทำสิ่งใหม่ๆมากขึ้น มีประโยชน์เปิดโอกาสให้เขาได้เรียนรู้อย่างเต็มที่ และมีความสุขมากขึ้นนั่นเอง 3. สอนลูกให้มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี การปล่อยโอกาสให้ลูกได้อยู่กับเพื่อนๆนั้นเป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์อย่างมาก คุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่ว่าการที่ลูกได้อยู่กับเพื่อนนั้นจะทำให้เขามีความรู้สึกสนุกสนานและปลดปล่อยความเป็นตัวเองออกมาได้มากยิ่งขึ้น ลูกจะได้เรียนรู้พฤติกรรม การสื่อสาร มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี รวมไปถึงสามารถแก้ไขสถานการณ์ต่างๆได้เป็นอย่างดี การปล่อยให้เขาได้เล่นอย่างอิสระกับเพื่อนๆนั้นไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มทักษะการเรียนรู้ในด้านต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังช่วยส่งเสริมให้เขามีความสุขสนุกสนานกับการเล่นได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย 4. ส่งเสริมให้ลูกมองโลกในแง่ดี เป็นข้อสำคัญในการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมากการฝึกให้ลูกมองโลกในแง่ดีนั้นจะช่วยให้เขามีความสุขและสนุกกับการใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้น […]

7  เคล็ดลับ ส่งลูกไปโรงเรียนอย่างไร ให้ปลอดภัยจากโรคระบาดโควิด-19

สารพันปัญหา แม่และเด็ก

ไปโรงเรียนอย่างไรให้ปลอดภัยจากโควิด-19 อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ในประเทศไทยยังคงมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายแห่งมีมาตรการป้องกันเชื้อโรคนี้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะสถานศึกษา ที่เป็นศูนย์รวมการเรียนรู้ของเด็กๆ จำเป็นอย่างมากที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องเฝ้าระวังโรคระบาดนี้ และปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด วันนี้เราจึงรวบรวมเคล็ดลับ ในการปฏิบัติตัวให้ถูกต้องและเหมาะสม จะมีวิธีใดบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย 1. อธิบายความสำคัญของโรคนี้ ให้ลูกได้ตระหนักถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้น ถ้าหากคุณมีเด็กเล็กข้อนี้ถือว่าสำคัญและจำเป็นอย่างมาก ในบางครั้งลูกอาจจะไม่เข้าใจสิ่งที่เรากำลังปฏิบัติอยู่ในทุกวัน ว่าทำไมถึงต้องมีการป้องกันตนเองมากมายขนาดนี้ ดังนั้นการอธิบายให้ลูกได้เข้าใจความรุนแรงของโรคนี้จะทำให้เขาได้ตระหนักถึงความสำคัญ ในการป้องกันตนเองมากยิ่งขึ้น โดยแนะนำให้เป็นการเล่านิทานให้ฟัง ลูกจะเข้าใจและยอมรับฟังง่ายมากขึ้น 2. ปลูกฝังลูกเรื่องสุขอนามัยที่ดี เพราะเมื่อเราส่งลูกเข้าโรงเรียนแล้ว เราไม่สามารถคอยดูแลเขาได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทำได้แค่เพียงเฝ้ามองอยู่ห่างๆ ซึ่งเรื่องของสุขอนามัยนั้นสำคัญมาก การรักษาความสะอาดที่ดีจะช่วยขจัดเชื้อไวรัสได้ แนะนำให้ผู้ปกครองกำชับเรื่องการหมั่นล้างมือเป็นประจำ เพราะมือเป็นอวัยวะที่สัมผัสสิ่งของอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น การล้างมือเป็นประจำ จะช่วยตัดวงจรของเชื้อโรคลงได้นั่นเอง 3. จัดเตรียมข้าวกล่องให้ลูกไปโรงเรียน เพราะะในยุคโรคระบาดนี้ เรื่องความสะอาดเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะเรื่องของ อาหารการกิน หากคุณแม่เตรียมข้าวกล่องไว้ให้ลูกก็จะช่วยเพิ่มความอุ่นใจขึ้นได้ในระดับหนึ่ง อุปกรณ์การทานอาหารเตรียมให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็น แก้วน้ำ ช้อน ช้อนส้อม เป็นสิ่งของส่วนตัว ที่ไม่ควรใช้ร่วมกับผู้อื่น แต่ถ้าหากไม่มีเวลามากพอที่จะเตรียมข้าวให้ลูกทาน แนะนำให้คุณกำชับเรื่องความสะอาด ไม่ใช้หลอดหรือแก้วน้ำรวมกับเพื่อน ล้างมือก่อนทานอาหารทุกครั้ง […]

7 ข้อดี ของการส่งเสริมพัฒนาการลูกด้วยทักษะ EF (Executive Functions)

สารพันปัญหา แม่และเด็ก

ส่งเสริมพัฒนาการลูกด้วยทักษะ EF ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างกระบวนการทำงานของสมองส่วนหน้า ให้ลูกได้มีกระบวนการทางความคิดและจัดระเบียบความสัมพันธ์ต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นทักษะขั้นสูงที่คุณสามารถส่งเสริมให้ลูกได้ตั้งแต่ยังเล็ก การเลี้ยงลูกด้วยเทคนิคนี้จะช่วยให้เขาสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆในชีวิตประจำวันได้ดียิ่งขึ้น วันนี้เราจึงรวบรวมข้อดีของการเลี้ยงลูกด้วยทักษะ EF มาฝากกันจะมีประโยชน์อย่างไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย 1. เพิ่มความสามารถทางด้านความคิด ทักษะ EF นี้เป็นทักษะที่จะช่วยทำให้ลูกมีความยืดหยุ่นทางความคิดมากยิ่งขึ้น โดยไม่ยึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากจนเกินไป ทำให้เขามีมุมมองการเรียนรู้ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น  มีความคิดที่ก้าวไกล สามารถแก้ไขสถานการณ์ต่างๆได้ด้วยหลากหลายวิธี คุณพ่อคุณแม่สังเกตได้จากการเล่นของลูก หากลูกประสบปัญหาใดก็ตาม แล้วเขามีกระบวนการทางความคิดและวิธีแก้ไขที่แตกต่างไปจากเดิม ทดลองในหลากหลายมุมมากยิ่งขึ้น นั่นแสดงให้เห็นว่าลูกมีความสามารถทางด้านความคิดที่ยืดหยุ่น ไม่ยึดติดกับวิธีแก้ไขปัญหาในรูปแบบเดิมๆ จะทำให้เขาใช้ชีวิตในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 2. เด็กมีความสามารถในการจดจำ ทักษะ EF จะส่งเสริมให้กระบวนการจดจำข้อมูลของเด็กนั้นแม่นยำมากยิ่งขึ้น เขาสามารถเรียนรู้ และนำความรู้ที่มีมาปรับประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี มีการจำจดสิ่งต่างๆรอบตัวได้มากยิ่งขึ้น โดยคุณสามารถส่งเสริมเขาได้ด้วยการ ชวนเข้าครัวทำอาหาร เป็นผู้ช่วยตัวน้อย คอยสังเกตวัตถุดิบรอบตัว และขั้นตอนการทำอาหารต่างๆ วิธีนี้จะช่วยฝึกให้ลูกเป็นคนช่างสังเกตได้อีกด้วย 3. ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของตนเอง เป็นทักษะที่มีความสำคัญในการดำเนินชีวิตอย่างมาก เพราะในแต่ละวัน อารมณ์คนเราส่วนใหญ่มักไม่คงที่อยู่ตลอด มีสดชื่นแจ่มใส ขุ่นมัวบ้างเป็นบางเวลา หรือในบางครั้งมีเศร้าโศกเสียใจ รวมไปถึงโมโห เกรี้ยวกราด ทักษะ EF จะช่วยให้ลูกควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีขึ้น แสดงออกมาอย่างเหมาะสม คุณพ่อคุณแม่สามารถฝึกได้ด้วยการให้ลูกรู้จัก […]