4 ขั้นตอน ที่จะช่วยแนะนำให้คุณแม่วางตัวให้ถูกต้อง เมื่อรู้ว่าลูกแอบดูสื่อลามก

สารพันปัญหา แม่และเด็ก

เมื่อลูกน้อยของเราเจริญเติบโตขึ้นทุกวันอีกหนึ่งช่วงที่สำคัญที่สุดในชีวิตของลูกเลยนั่นก็คือการเติบโตมาในช่วงอายุของวัยรุ่น ซึ่งถือเป็นวัยที่จะต้องได้รับการดูแลและใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะในช่วงวัยรุ่นนี้จะเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่ลูกกำลังจะพัฒนาตนเองจากในวัยเด็กสู่วัยผู้ใหญ่ อาจจะมีในเรื่องของการติดเพื่อน มีความคิดเป็นของตัวเองมากยิ่งขึ้น มีความอยากรู้อยากลองมากยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงวัยรุ่น เด็กจะต้องสงสัยและมีความอยากรู้ในเรื่องของเพศศึกษาต่างๆอย่างแน่นอน  ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าห่วงที่สุดสำหรับคุณพ่อคุณแม่ และหากคุณพ่อคุณแม่บ้านไหนกำลังประสบกับปัญหาลูกแอบดูสื่อลามกต่างๆ ไม่ต้องเป็นกังวลใจไป คุณพ่อคุณแม่ควรชี้แจงไปในทางที่ถูกต้อง ซึ่งเรื่องเพศศึกษานั้นก็ถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่ลูกควรรับรู้ในทางที่ถูกต้องนั่นเอง วันนี้เราจึงมี 4 ขั้นตอนในการวางตัวหากพบว่าลูกแอบดูสื่อลามก คุณพ่อคุณแม่ควรวางตัวอย่างไรบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. ไม่ดุด่าหรือตำหนิลูกในทันที คุณพ่อคุณแม่ควรหายใจเข้าลึกๆและปรับอารมณ์ความรู้สึกรวมถึงความคิดของตนเองให้นิ่งยิ่งขึ้น แน่นอนว่าคุณอาจจะรู้สึกว่าลูกนั้นยังเด็กอยู่เลยไม่ควรแอบดูสื่อประเภทนี้ แต่ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่ยิ่งห้ามใจยิ่งกลายเป็นข้อผิดพลาดที่รุนแรงและอาจจะเกิดเรื่องเสียหายตามมาในภายหลังได้ ถ้าคุณพ่อคุณแม่มีอารมณ์โมโหหรือฉุนเฉียวใส่ลูกจะทำให้เขากลัวกับอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในขณะนี้และเมื่อเกิดปัญหาใดที่เกี่ยวกับเพศศึกษาในลักษณะนี้เขาจะไม่กล้าที่จะมาปรึกษาหรือถามคุณพ่อคุณแม่อีกต่อไป อาจทำให้เขามีเพื่อนเป็นที่พึ่งหลักซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดของการเรียนรู้ด้วยตัวเองกับกลุ่มเพื่อน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงต้องเปิดใจและชี้แจงให้กับลูกอย่างมีเหตุผล 2. สำรวจอายุของลูกให้สอดคล้องกับเนื้อหาที่เรากำลังจะสอน การดูสื่อลามกของเด็กๆไม่ว่าจะเป็นจากหน้าจอมือถือหนังสือใดก็ตาม คุณพ่อคุณแม่จะต้องคำนึงถึงอายุของลูกเป็นหลักว่าเขาควรได้รับความรู้ในเรื่องเพศศึกษาในขอบเขตได้เท่าไหร่ ยกตัวอย่างเช่น ในวัยปฐม ซึ่งยังไม่ใช่เรื่องเวลาที่เขาจะเรียนรู้หรือสนใจเรื่องนี้เป็นหลัก คุณพ่อคุณแม่จึงสามารถสอนได้ง่ายกว่าช่วงอายุอื่นสามารถบอกกับเขาตรงๆว่าสิ่งเหล่านี้คืออะไร แต่ต้องมีข้อจำกัดกับลูกว่ายังเป็นเรื่องที่ไกลตัว มัธยมปลาย เป็นวัยที่เริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง ทั้งความรู้สึกและความต้องการ ฉะนั้นในวัยนี้จึงเป็นวัยที่เข้าถึงสื่อลามกได้อย่างเต็มรูปแบบและง่ายมากกว่าวัยอื่น คุณพ่อคุณแม่ต้องดูพฤติกรรมและอุปนิสัยของลูกว่าเป็นเช่นไร  สามารถพูดได้โดยตรงหรือไม่หรือต้องค่อยๆสอนจะทำให้ลูกยอมเปิดใจพูดคุยด้วยมากยิ่งขึ้น เป็นต้น  3. ศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติม คุณพ่อุณแม่ควรหาข้อมูลหรือเรื่องที่จะสอนลูกให้ถูกต้อง โดยข้อมูลที่ใช้จะต้องอัพเดทและทันสมัยเข้าใจได้ง่าย เพื่อให้ลูกยอมเปิดใจรับฟัง และเข้าใจในเรื่องเพศศึกษาให้ได้อย่างถูกต้อง โดยที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องมั่นใจในร่างกาย วุฒิภาวะและอารมณ์ของวัย โดยอธิบายเป็นคำพูดให้เข้าใจได้ง่ายซึ่งจะต้องสอดคล้องกับเหตุผลและความเป็นจริงในปัจจุบันด้วย จะทำให้ลูกนั้นเปิดใจรับฟังและพร้อมที่จะปรึกษาคุณพ่อคุณแม่ได้ตลอดเวลา 4. รับฟังความรู้สึกของลูก ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญและจำเป็นอย่างมากที่จะทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวนั้นเป็นเรื่องที่สามารถพูดคุยกันได้อย่างไม่เคอะเขินอาย ซึ่งเรื่องเพศศึกษาคุณพ่อคุณแม่จะต้องเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่ไม่ไกลตัวหรือผิดศีลธรรมอะไร […]

5 อาการป่วยของลูกน้อย ที่มักพบในช่วงฤดูหนาว 

สารพันปัญหาแม่และเด็ก

เมื่อลมหนาวพัดผ่านเข้ามาแล้วสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่จะต้องทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลี้ยงลูกให้ถูกวิธี ดูแลลูกน้อยให้มีร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ เพราะในช่วงฤดูหนาวนั้นเป็นอีกช่วงหนึ่งที่ลูกมักจะป่วยบ่อยมากที่สุด  เพราะจะต้องพบเจอกับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างกะทันหัน ซึ่งภูมิคุ้มกันของเด็กน้อยนั้นยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ โดยความเย็นจากฤดูหนาวนั้น จะทำให้เชื้อโรคและแบคทีเรียเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วและสามารถแพร่กระจายได้มากกว่าฤดูอื่นๆนั่นเอง โดยเฉพาะปัญหาในเรื่องของระบบทางเดินหายใจ ซึ่งมักพบได้บ่อยมากที่สุด ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จะต้องเตรียมรับมือกับอาการป่วยของลูกในช่วงหน้าหนาว จะมีอาการป่วยใดที่ต้องระวังบ้างนั้นติดตามกันเลย 1. โรคไข้หวัด น้ำเป็นโรคทั่วไปที่สามารถพบได้บ่อยมากในเด็กเล็ก ซึ่งอาการป่วยจากโรคไข้หวัดนั้น สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตได้นั้นคือลูกน้อยอาจมีไข้ต่ำ มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล รวมถึงมีอาการไอจามและทานอาหารได้ไม่ปกติ โดยไข้หวัดใหญ่นั้นเด็กจะมีไข้สูง จะมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อร่วมด้วยซึ่งอาการจะรุนแรงถึงขั้นมีภาวะปอดอักเสบแทรกซ้อนได้เลยทีเดียว ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่  จะต้องเตรียมรับมือและหมั่นตรวจเช็คอาการของลูกอยู่เสมอ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือควรให้ลูกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และพักผ่อนอย่างเพียงพอ โดยรักษาร่างกายของลูกให้อบอุ่นอยู่เสมอ 2. โรคอุจจาระร่วง เป็นอีกโรคหนึ่งที่พบได้บ่อยในฤดูหนาวส่วนใหญ่จะเกิดจากเชื้อไวรัสโรตา ผมได้บ่อยมากในเด็กเล็ก ซึ่งมักติดต่อด้วยการดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้อน โดยโลกนี้ยังสามารถติดต่อผ่านทางน้ำมูกหรือน้ำลายได้อีกด้วย อาการโรคอุจจาระร่วงโดยทั่วไปจะไม่รุนแรง ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายกับไข้หวัดคือมีไข้ อาเจียนและถ่ายเป็นน้ำ  หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตอาการของลูกเข้าข่ายโรคอุจจาระร่วง ควรรีบพาลูกน้อยไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที 3. โรคอีสุกอีใส เป็นอีกโรคหนึ่งที่จะเกิดได้ในเด็กเล็ก อาการของโรคนี้เด็กจะเริ่มป่วยจากการมีไข้ต่ำ หลังจากนั้นจะมีผื่นขึ้นที่หนังศีรษะ ใบหน้าและตามลำตัว โดยจะเริ่มเป็นผื่นแดงตุ่มนูนและเปลี่ยนเป็นตุ่มน้ำใสๆภายในระยะเวลา 2-3 วันจะเริ่มมีไข้  หลังจากนั้นถึงจะเป็นหนองแล้วเริ่มแห้งตกสะเก็ด โดยทั่วไปโรคนี้มักหายได้เอง แต่ต้องระวังผู้ป่วยอาจมีอาการแทรกซ้อนทางสมอง หรืออาจทำให้เกิดปอดอักเสบได้ เด็กที่มีภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำแล้วป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสต้องรีบพาไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาโดยด่วน  4. อาการผิวแห้งแตก ในฤดูหนาว ถือเป็นอาการที่ปกติสามารถพบได้บ่อยในช่วงที่มีความชื้นในอากาศลดลง ด้วยความที่อากาศหนาวเย็นยังทำให้น้ำระเหยจากผิวหนังจนผิวเด็กเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย […]

5 ความเสี่ยง ที่จะส่งผลต่อพัฒนาการของลูกน้อยหากนอนหลับยังไม่มีคุณภาพ 

สารพันปัญหาแม่และเด็ก

เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ทุกคนต่างก็หวังว่าลูกน้อยจะเติบโตและมีพัฒนาการที่สมวัยทั้งในเรื่องของร่างกายและจิตใจ ซึ่งการมีพัฒนาการที่ดีนั้นล้วนแล้วแต่มาจากพื้นฐานของการนอนหลับพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ การหลับอย่างมีคุณภาพหมายถึงลูกน้อยหลับได้สนิทและยาวนาน ในขณะที่ลูกหลับสนิทนั้นร่างกายจะผลิตฮอร์โมนการเจริญเติบโตหรือเรียกว่าโกสฮอร์โมนซึ่งจะหลั่งมากในช่วงเวลากลางคืนหลังจากที่หลับไปแล้ว 1-2 ชั่วโมง ถ้าร่างกายนอนหลับไม่เพียงพอหรือหลับๆตื่นๆจะส่งผลให้การหลั่งฮอร์โมน การเจริญเติบโตนั้นได้ไม่เต็มที่ ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทั้งทางด้านความสูงและร่างกายไม่สามารถซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการนอนหลับอย่างมีคุณภาพนั้นมีความสำคัญสำหรับเด็กเป็นอย่างมาก วันนี้เราจึงมี 5 ความเสี่ยงที่เกิดจากการนอนหลับพักผ่อนอย่างไม่มีคุณภาพ สำหรับเด็กมาฝากกัน จะส่งผลกระทบทางด้านใดบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนการเจริญเติบโตน้อยลง หากลูกน้อยนอนหลับอย่างไม่มีคุณภาพจะทำให้พัฒนาการทั้งทางด้านร่างกายและทางด้านสมองรวมถึงทางด้านความคิดและความจดจำลดลงเนื่องจากฮอร์โมนการเจริญเติบโตนั้นหลังได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นอย่างมากที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องฝึกให้ลูกนอนหลับยาวและหลับให้สนิทในช่วงเวลากลางคืน ไม่สะดุ้งตื่นหรือร้องงอแงกินนมในเวลากลางคืนนั้นเอง 2. ลูกเรียนรู้สิ่งต่างๆลดลง เด็กที่นอนหลับพักผ่อนอย่างไม่เพียงพอหรือหลับอย่างไม่มีคุณภาพนั้นจะส่งผลกระทบโดยตรงทางด้านสมองซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการควบคุมอารมณ์ของเด็กด้วยเพราะเมื่อเด็กเริ่มอารมณ์ไม่ดีการเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัวนั้นก็จะลดน้อยลงด้วยทำให้เขาขาดประสบการณ์ทั้งด้านการเล่นและการเรียนรู้ไปพร้อมกัน ส่งผลให้พัฒนาการในด้านต่างๆของเด็กนั้นถอยลงตามไปด้วย 3. เสี่ยงเกิดโรคเตี้ยแคระในเด็ก การนอนหลับอย่างไม่มีคุณภาพนั้นโกสฮอร์โมนภายในร่างกายของเด็กๆจะเริ่มทำงานอย่างผิดปกติและทำงานได้ไม่เต็มที่ทำให้ร่างกายนั้นไม่ได้รับการเจริญเติบโตทางด้านความสูงที่เพียงพอ เด็กจึงเสี่ยงที่จะเป็นโรคเตี้ยแคระได้ง่ายมากยิ่งขึ้น 4. ลูกจะนอนกลางวันมากยิ่งขึ้น หาคุณพ่อคุณแม่ลองสังเกตเด็กๆดูว่าเขาเริ่มชอบนอนหลับในเวลากลางวันแต่ตื่นในช่วงเวลากลางคืนซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไม่ปกติสำหรับบุคคลทั่วไป จะทำให้เขาพลาดโอกาสที่จะเรียนรู้ในช่วงเวลากลางวันและกลายเป็นมนุษย์ค้างคาว ตาสว่างในเวลากลางคืน มักพบตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึง 1-2 เดือน โดยอาการเหล่านี้เกิดจากสมองที่ควบคุมการนอนของเด็กนั้นยังไม่พัฒนาเต็มที่เมื่อเด็กโตขึ้นอาการเหล่านี้จะค่อยๆดีขึ้น ผสมผสานกับการฝึกของคุณพ่อคุณแม่ให้ลูกหลับในช่วงเวลากลางคืนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จะทำให้เขารู้สึกตื่นตัว และอยากที่จะเรียนรู้ในช่วงเวลากลางวันมากยิ่งขึ้นนั่นเอง 5. ลูกก้าวร้าวอารมณ์ไม่ดีแล้วงอแงง่าย เป็นผลกระทบมาจากการนอนหลับพักผ่อนอย่างไม่เพียงพอ เมื่อตื่นขึ้นมาลูกจะรู้สึกไม่สดชื่น ไม่กระปี้กระเป่าคุณพ่อคุณแม่อาจจะสังเกตได้ว่าลูกนั้นอารมณ์ไม่ดีและก้าวร้าวได้ง่าย งอแง ดื้อ เพราะเมื่อสมองได้รับการพักผ่อนไม่เพียงพอจึงไม่สามารถสั่งการให้ร่างกายพร้อมต่อการทำกิจกรรมใดๆก็ตามได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง จะสังเกตเห็นได้ว่าการนอนหลับพักผ่อนหรือการนอนอย่างมีคุณภาพในเด็กนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ และคุณพ่อคุณแม่จำเป็นที่จะต้องฝึกให้ลูกนอนยาวในช่วงเวลากลางคืนให้ได้ เพื่อที่จะให้ลูกได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ โกรทฮอร์โมนจะผลิตและหลั่งออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้ลูกน้อยนั้นเจริญเติบโตสมวัย พร้อมเรียนรู้กับสิ่งใหม่ๆในช่วงเวลากลางวันได้มากยิ่งขึ้น มีความกระตือรือร้นและเป็นเด็กที่ร่าเริงสดใสตลอดทั้งวัน […]

5 พฤติกรรมเสี่ยง ที่คุณแม่ชอบเข้าใจผิดเกี่ยวกับการแปรงฟันของลูก  อัพเดท  2022

สารพันปัญหา แม่และเด็ก

การดูแลความสะอาดในช่องปากของลูกนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นอย่างมาก และถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่สำคัญของคุณพ่อคุณแม่ที่จะต้องหันมาใส่ใจและให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเด็กๆที่มีฟันน้ำนมขึ้นแล้วมักจะมีปัญหาในเรื่องของ ฟันผุ เพราะมีพฤติกรรมการแปรงฟันที่ไม่เหมาะสม หรือคุณพ่อคุณแม่นั้นละเลยไม่ใส่ใจเท่าที่ควร ผสมผสานกับการดูแลช่องปากอย่างผิดวิธี ซึ่งปัญหาฟันผุนั้นจะส่งผลต่อพัฒนาการในด้านอื่นตามมาอีกมากมาย ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรปลูกฝังให้ลูกนั้นรักความสะอาดในการแปรงฟันให้ถูกวิธีตั้งแต่แรก ซึ่งการ พาลูกแปลงฟันนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิดคุณพ่อคุณแม่จะต้องมีความอดทนเป็นอย่างมาก และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อความสะอาดในช่องปากของลูก พฤติกรรมเสี่ยงเหล่านั้นจะมีอะไรบ้างไปติดตามกันเลย 1. ไม่กล้าให้ลูกแปรงฟันด้วยตัวเอง ซึ่งเข้าใจได้ว่าคุณพ่อคุณแม่นั้นยังคงเป็นห่วงและไม่กล้าปล่อยให้ลูกนั้นต้องแปรงฟันด้วยตัวเอง แต่หลังจากที่คุณพ่อคุณแม่ได้สอนให้เขาได้แปรงฟันตามช่วงวัยไปแล้ว จึงควรปล่อยให้เขาได้เรียนรู้และทำความสะอาดช่องปากของตัวเองจนเป็นนิสัย โดยคุณพ่อคุณแม่ควรปลูกฝังตั้งแต่แรกเกิด โดยการใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำหมาดๆเช็ดที่เหงือกและลิ้นในช่วงเช้าและก่อนนอน ในช่วง 6-10 เดือนให้คุณแม่พาลูกนอนบนตัก และแปรงถูฟันไปมา 10 ครั้ง ต่อซี่ จนลูกเริ่มเกิดความเคยชิน จนกระทั่งในช่วงหนึ่งถึง 1.5 – 3  ขวบ จึงควรเริ่มฝึกให้ลูกคุ้นชินกับการแปรงฟันด้วยตัวเอง เพราะจะทำให้เขานั้นมีความมั่นใจที่จะดูแลความสะอาดในช่องปากของตัวเองให้ดีที่สุดนั่นเอง หากคุณพ่อคุณแม่ยังมีความเป็นห่วงก็คอยดูแลความปลอดภัยของลูกอยู่ใกล้ๆก็ได้ 2. เลือกแปรงสีฟันให้เหมาะกับลูก คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจจะมีความเชื่อว่าแปรงสีฟันสำหรับเด็กนั้นก็เหมือนกันทุกยี่ห้อ แต่นั่นไม่ใช่ความคิดที่ถูก แปรงสีฟันของเด็กในแต่ละยี่ห้อนั้นมีคุณสมบัติที่ดีแตกต่างกันไป โดยคุณพ่อคุณแม่จะต้องเลือกขนแปรงที่นุ่มไม่บาดเหงือก และไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองในช่องปาก รวมถึงสามารถทำความสะอาดได้อย่างล้ำลึก และขนาดของแปรงจะต้องเหมาะสมกับช่องปากของลูกในแต่ละช่วงวัย ซึ่งการเลือกแปรงสีฟันให้กับลูกนั้นถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องใส่ใจเป็นพิเศษ แล้วคุณพ่อคุณแม่จึงควรเปลี่ยนแปลงให้ลูกทุกๆ 3 เดือน เพื่อลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายกับลูกได้นั่นเอง 3. สอนให้ลูกทำความสะอาดเฉพาะขนแปรง ซึ่งถือเป็นความคิดที่ผิด ความจริงแล้วแหล่งที่สะสมของเชื้อโรคและแบคทีเรียที่เรามองไม่เห็นมีอยู่ทุกที่ในห้องน้ำ […]

4 ปัจจัยที่จะช่วยลดและป้องกันการเกิดออทิสติกได้ตั้งแต่เริ่มการตั้งครรภ์ อัพเดท 2022

สารพันปัญหา แม่และเด็ก

โรคออทิสติก หรือ ออทิสติกสเปกตรัม เกิดจากพัฒนาการที่ผิดปกติของสมอง อาจมีสาเหตุเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม หรือปัจจัยต่างๆขณะที่ตั้งครรภ์ ทำให้เกิดข้อบกพร่องทางด้านการพูดสื่อสาร ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ซึ่งทักษะเหล่านี้  สำคัญต่อการเจริญเติบโตของทารกเป็นอย่างมาก ในปัจจุบันนั้นไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอนว่าโรคออทิสติกนั้นมีสาเหตุมาจากอะไรแต่เชื่อว่าเกิดจากการแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์และในระหว่างการคลอดนั่นเองเช่น การมีเลือดออกระหว่างตั้งครรภ์หรือคลอดก่อนกำหนด อีกทั้งปัจจัยทางด้านพันธุกรรมก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่จะสามารถทำให้เกิดโรคนี้ได้ อาการของโรคออทิสติก ที่พบได้บ่อยเช่นพูดช้า ไม่สบตาเวลาพูด สีหน้าและแววตาดูเฉยเมยไร้อารมณ์ เล่นซ้ำ 3 หม่องซ้ำซ้ำไม่สนใจเพื่อนชอบอยู่ตามลำพัง รวมถึงมีพฤติกรรมที่ขาดสมาธิ มีอารมณ์ฉุนเฉียวมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวเป็นต้น เราสามารถลดโอกาสการเกิดโรคนี้ได้ตั้งแต่ยังตั้งครรภ์ จะมีปัจจัยใดบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. โภชนาการทางด้านอาหาร ถือเป็นเรื่องสำคัญที่คุณแม่ในขณะตั้งครรภ์ต้องใส่ใจและให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เรื่องของอาหารการกินนั้นเป็นสิ่งที่จะสามารถแสดงให้เห็นว่าลูกน้อยในครรภ์นั้นได้รับประโยชน์หรือผลกระทบจากการกินของคุณแม่ ดังนั้นคุณแม่จึงควรทานอาหารให้หลากหลาย ครบทั้ง 5 หมู่  และอาหารที่คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์โดยตรงคือการกินอาหารแปรรูปและมีสารปรุงแต่งอาหารมากเกินกว่าปริมาณที่กำหนด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของทารกได้โดยตรง สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ควรรับประทานอาหารที่มี กรดไขมัน วิตามินดี และโฟลิค ซึ่งสารอาหารเหล่านี้จะช่วยลดโอกาสการเป็น ออทิสติกสูงถึง 60% เลยทีเดียว 2. สารพิษหรือสารเคมี ก็มีส่วนอย่างมากที่จะส่งผลให้ลูกน้อยในครรภ์นั้นเป็นออทิสติกได้ คุณแม่ที่อยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์นั้นจึงไม่ควรนำตนเองไปยังสถานที่เสี่ยง หรือพื้นที่อากาศอับ ไม่ถ่ายเท ไม่ว่าจะเป็นแอลกอฮอล์ ยาฆ่าแมลง หรือยาเสพติดต่างๆ สารเคมีเหล่านี้ไม่ว่าจะผ่านทางจมูก ปาก รวมถึงผิวหนัง ก็สามารถส่งผลกระทบต่อระบบการหมุนเวียนเลือดและส่งผลโดยตรงสู่ทารกน้อยในครรภ์  […]

7 อาหารอร่อยดีมีประโยชน์ ช่วยลดอาการท้องผูกในเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อาหารสำหรับเด็ก

สำหรับคุณพ่อคุณแม่นั้น เรื่องสุขภาพของลูกน้อยถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด หลายบ้านคงอาจประสบกับปัญหาลูกท้องผูก ถ่ายยากกันมาบ้างแล้ว ซึ่งอาการท้องผูกนี้ สามารถพบได้บ่อยในเด็กเล็ก ทำให้ลูกน้อยรู้สึกไม่สบายตัว มีอาการปวดท้องเมื่อลำไส้บีบตัว ซึ่งลักษณะอาการท้องผูกนี้ส่วนมากลูกจะถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ถ่ายยาก มีอาการปวดท้องขณะถ่าย ลักษณะของอุจจาระเป็นก้อนแข็ง หรือในบางครั้งหากท้องผูกมากๆก็จะพบเลือดปนออกมากับอุจจาระได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งอาการเหล่านี้ไม่ควรนิ่งนอนใจ หรือปล่อยไว้เป็นเวลานาน วันนี้เราจึงมีวิธีในการดูแลลูกน้อยที่มีอาการท้องผูก ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหาร เข้ามาช่วยลดอาการท้องผูกให้ลูกถ่ายง่าย ถ่ายคล่องมากยิ่งขึ้นนั่นเอง ซึ่งอาหารที่จะช่วยลดอาการท้องผูกมีอะไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย 1. ป๊อปคอร์น ถือเป็นอาหารทานเล่นแสนโปรดของเด็กๆหลายๆคนอยู่แล้ว เนื่องจากมีรสชาติที่อร่อย ทานเล่นได้เพลินตลอดเวลา ป๊อปคอร์นนอกจากจะมีกลิ่นหอม รสชาติอร่อยถูกปากแล้ว ยังมีประโยชน์ช่วยลดอาการท้องผูกได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ในป๊อบคอร์น 1 ถ้วย สามารถให้ไฟเบอร์แก่ร่างกาย 1 กรัม โดยมีงานวิจัยเผยมาแล้วว่า การทานป๊อปคอร์นเป็นประจำ จะช่วยให้ร่างกายได้รับไฟเบอร์สูงกว่าคนที่ไม่ทานป๊อบคอร์นไม่มากถึง 22% เลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ ป๊อปคอร์นที่ทานจะต้องไม่หวานจนเกินไป ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนและทำให้ฟันผุได้นั่นเอง 2. ถั่วบด เป็นอีกหนึ่งอาหารที่ให้ไฟเบอร์สูง นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์จากธาตุเหล็ก และโปรตีนอีกด้วย ซึ่งถั่วบดนี้จะมีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของเด็กๆได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญ สำหรับลูกบ้านไหนที่มีอาการท้องผูก หากทานถั่วบดเป็นประจำ รับรองว่าอาการท้องผูกเหล่านั้นจะดีขึ้นมากอย่างแน่นอน  […]

5 เคล็ดลับ ก่อนกลับไปทำงาน ของคุณแม่หลังคลอด

สารพันปัญหา แม่และเด็ก

สำหรับคุณแม่ที่ลางานเพื่อมาคลอดลูกนั้น เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสามารถลาได้สูงสุดภายใน 3 เดือน เมื่อถึงเวลาแล้วก็จำเป็นต้องบอกลาลูกน้อยเพื่อกลับไปเริ่มทำงานใหม่เช่นเดิม ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องใจหายและไม่อยากจากลูกน้อยไปอย่างแน่นอน เพราะตั้งแต่เกิดจนถึง 3 เดือนเริ่มเกิดความผูกพัน อยู่ด้วยกันตลอดเวลา แต่ด้วยหน้าที่การงานที่ไม่สามารถเลี่ยงได้ ก็จำเป็นต้องเตรียมการก่อนกลับไปทำงานไว้ให้ดี เพื่อไม่ให้เกิดความติดขัดหลังจากกลับไปทำงานแล้วนั่นเอง วันนี้เราจึงรวบรวมเคล็ดลับ สำหรับการคุณแม่ที่ต้องกลับไปทำงานมาไว้ เพื่อเตรียมการเลี้ยงลูกน้อยผ่านทางระยะใกล้ให้ได้สมบูรณ์แบบที่สุดนั่นเอง คุณแม่จะต้องเตรียมอะไรไว้บ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. เตรียมหาคนดูแลลูกน้อย ก่อนที่จะกลับไปทำงานคุณแม่จะต้องเตรียมตัวหาคนที่จะมาดูแลลูกแทน ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นคุณย่า คุณยายที่จะเข้ามามีบทบาทแทนคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องกลับไปทำงาน เพราะท่านจะคอยดูแลหลานอย่างเต็มที่ด้วยความจริงใจ ซึ่งหากเป็นคุณย่า คุณยายแล้วล่ะก็ จะทำให้คุณรู่สึกอุ่นใจ และวางใจกลับไปทำงานได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องเป็นกังวลว่าลูกน้อยของเราจะได้รับอันตรายหรือไม่ แต่สำหรับคุณแม่ท่านไหนที่ไม่มีญาติผู้ใหญ่ที่ไว้วางใจได้ก็คงต้องมองหาเนอสเซอรี่ที่มีคุณภาพ แวดล้อมไปด้วยสังคมที่ดี สภาพแวดล้อมดี เพื่อฝากลูกเราไว้ในเวลากลางวันที่ต้องไปทำงานนั่นเอง 2. สิ่งที่คุณแม่ต้องเตรียมหลังกลับไปทำงาน หากคุณแม่ต้องฝากลูกไว้กับญาติผู้ใหญ่ที่ต่างจังหวัด สิ่งที่ต้องเตรียมให้ลูกน้อยคือของใช้จำเป็นทั้งหมดที่ลูกต้องใช้ อาทิ ผ้าอ้อม แพมเพิส น้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม อุปกรณ์ล้างขวดนม เครื่องปั๊มนม ขวดนม เสื้อผ้า เป็นต้น ซึ่งของใช้เหล่านี้เราจะอำนวยความสะดวกให้กับคนที่คอยดูแลลูกให้เราอย่างเต็มที่ เมื่อถึงเวลาที่ต้องกลับไปทำงานจะลดความวุ่นวาย และลดปัญหาการขาดสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับลูกนั่นเอง 3. คุณแม่ต้องมีแผนสำรองเสมอ ซึ่งเหตุฉุกเฉินมักเกิดขึ้นได้เสมอ หลังจากที่คุณแม่ต้องกลับไปทำงานแล้ว ในบางวันต้องมีประชุมจนถึงค่ำ จะให้ใครไปรับลูกแทน […]

คุณแม่น้ำนมน้อยห้ามพลาด เคล็ดลับเพิ่มน้ำนม อยากมีนมพอให้ลูกทานต้องลอง

สารพันปัญหา แม่และเด็ก

น้ำนมแม่ถือเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาหลักที่คุณแม่ให้นมประสบพบเจอ สำหรับคุณแม่มือใหม่ที่อยู่ในช่วงให้นมลูกทานแล้วพบว่าน้ำนมไม่ไหล หรือมีน้ำนมน้อย ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่สำหรับคุณแม่ อาจก่อให้เกิดความเครียด ความวิตกกังวล และความคาดหวังตามมา ปัญหาเหล่านี้จะทำให้คุณแม่ใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุข ซึ่งปัญหาน้ำนมน้อย หรือน้ำนมไม่พอให้ลูกทานนั้น มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อปริมาณน้ำนมของคุณแม่ ส่วนใหญ่มักเกิดจากการให้นมลูกช้าเกินไปหลังคลอด การให้นมไม่สม่ำเสมอ การให้นมเสริมกับลูกน้อย การใช้ยาบางชนิดที่มีผลกระทบต่อปริมาณน้ำนม การทานอาหารของคุณแม่ รวมถึงปัญหาจากสุขภาพของคุณแม่ อาทิ ความดันโลหิตสูงจากการตั้งครรภ์ เป็นต้น จะเห็นได้ว่ามีหลายปัจจัยมากที่ทำให้ปริมาณน้ำนมของคุณแม่นั้นน้อยลงจนไม่พอให้ลูกทาน วันนี้เราจึงรวบรวมเคล็ดลับในการเพิ่มปริมาณน้ำนมให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกน้อย ช่วยให้ลูกน้อยได้รับนมแม่ในช่วงแรกเกิดได้อย่างเพียงพอนั่นเอง จะมีวิธีใดบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย 1. ให้ลูกน้อยดูดนม เพื่อกระตุ้นการผลิตน้ำนมให้เพียงพอในทุกๆมื้อ โดยจะให้ดูดกระตุ้นบ่อยๆในช่วงเวลาเดิมสม่ำเสมอ ร่างกายจะจดจำและผลิตน้ำนมออกมาให้เพียงพอต่อความต้องการ  ซึ่งการให้ลูกน้อยดูดนมนั้นเป็นวิธีที่สามารถเพิ่มปริมาณน้ำนมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่คุณแม่ไม่ต้องทานอาหารเสริมเสริมใดๆเลย ซึ่งการให้ลูกดูดเต้าอย่างสม่ำเสมอนอกจากจะกระตุ้นการผลิตน้ำนมแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยระบายน้ำนมให้ออกจากเต้าได้เป็นอย่างดี ลดการเกิดเต้านมอักเสบ ลดการคัดเต้าและการเจ็บปวดเต้านมได้เป็นอย่างดี ยิ่งคุณแม่ให้ลูกน้อยดูดเต้านมบ่อยเท่าใด ร่างกายก็จะกระตุ้นฮอร์โมนให้ผลิตน้ำนมให้สูงมากขึ้นเท่านั้น 2. ปั๊มนมให้บ่อยมากขึ้น จะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมให้กับคุณแม่ได้ เนื่องจากการปั๊มนมจะเลียนแบบการดูดนมของลูกน้อย ร่างกายจะถูกกระตุ้นให้ผลิตน้ำนมมากยิ่งขึ้นเพื่อเพียงพอต่อความต้องการของลูกน้อยนั่นเอง ดังนั้นแนะนำให้คุณแม่ปั๊มนมออกบ่อยๆอย่างน้อย ทุกๆ 2-3 ชั่วโมง ทำเป็นประจำสม่ำเสมอ จะกระตุ้นร่างกายให้จดจำช่วงเวลาและผลิตน้ำนมออกมามายิ่งขึ้นตามช่วงเวลาเหล่านั้นนั่นเอง 3. การนวดเต้านม การนวดเต้านมการนวดเต้านมจะช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนต่างๆได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการกระบวนการสร้างน้ำนม จะช่วยให้คุณแม่มีปริมาณน้ำนมเพิ่มมากขึ้นได้ […]

ห้ามพลาด กับคำถามยอดฮิตของคุณแม่หลังคลอด

สารพันปัญหา แม่และเด็ก

สำหรับคุณแม่มือใหม่ที่ยังไม่เคยผ่านการตั้งครรภ์มานั้นจะต้องมีคำถามเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งหลังจากที่คุณแม่คลอดลูกแล้วจะพบกับการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมายทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจซึ่งสาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนจึงทำให้คุณแม่พบกับปัญหามากมายหลังคลอดวันนี้เราจึงมีคำแนะนำและรวบรวมคำถามสำหรับคุณแม่หลังคลอดมาฝากกัน เพื่อพร้อมรับมือและจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ จะมีคำถามใดบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. มดลูกจะเข้าอู่เมื่อไหร่ ถือเป็นคำถามยอดฮิตที่คุณแม่หลายคนสงสัย โดยปกติแล้ว หลังคลอดลูกขนาดของมดลูกจะค่อยๆเล็กลงเรื่อยๆ ส่วนใหญ่มักใช้ระยะเวลาประมาณ 6 สัปดาห์หลังคลอด 2. อาการ baby blue คืออะไรและต้องรับมืออย่างไร อาการ baby blue คือภาวะซึมเศร้าหลังคลอดซึ่งคุณแม่ทุกคนสามารถเกิดขึ้นได้เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในระหว่างที่ตั้งครรภ์ซึ่งร่างกายจะมีฮอร์โมนเอสโตรเจนกับโพรเจสเทอโรนสูงมาก หลังจากที่คลอดลูกแล้วฮอร์โมน 2 ตัวนี้จะลดต่ำลงในทันทีทำให้คุณแม่มีความไวต่อความรู้สึกมาก มีภาวะซึมเศร้า มองโลกในแง่ร้าย หรือร้ายแรงจนถึงขั้นทำร้ายร่างกายตัวเองหรือถึงขั้นอยากฆ่าตัวตาย  ซึ่งอาการเหล่านี้ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากคนรอบข้างเพื่อช่วยดึงออกมาจากความรู้สึกแย่ๆและช่วยทำให้จิตใจสงบและมองโลกในแง่ดีมากขึ้น ในกรณีที่คุณแม่บางคนมีอาการหนักจำเป็นจะต้องพบจิตแพทย์เพื่อให้ดูแลอย่างใกล้ชิด และได้รับคำแนะนำในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง 3. ผื่นแพ้หลังคลอดเกิดจากอะไร เป็นอีกหนึ่งคำถามที่คุณแม่ส่วนใหญ่จะต้องพบกับผื่นแพ้เหล่านี้ ซึ่งเกิดจากความไม่สมดุลของฮอร์โมนที่ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันทำให้ร่างกายเมื่อสัมผัสสิ่งต่างๆอาจเกิดการระคายเคืองได้ง่ายกว่าปกติ สามารถแก้ไขได้โดยง่ายคือ เลี่ยงการอาบน้ำร้อนจัดเพราะจะไปชะล้างไขมันทำให้ผิวหนังให้แห้งและเกิดการระคายเคืองได้ง่ายขึ้น รวมถึงทา moisturizer บำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ 4. ประจําเดือนไม่มาหลังคลอด เป็นอีกหนึ่งคำถามที่คุณแม่หลายคนสงสัยโดยปกติแล้วหลังคลอดบุตรถ้าไม่ได้ให้นมประจำเดือนจะมาภายใน 6 สัปดาห์แต่ถ้าคุณแม่ท่านไหนที่ให้นมบุตรอยู่ร่างกายจะมีกระบวนการยับยั้งไม่ให้มีการไข่ตกซึ่งถือเป็นการป้องกันการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ จึงถือว่าเป็นเรื่องปกติคุณแม่ไม่ต้องเป็นกังวล คำแนะนำคือ คุณแม่จะคลอดควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยให้ร่างกายเกิดความสมดุลมากยิ่งขึ้น และจะช่วยให้รังไข่กลับมาทำงานได้เป็นปกติ  5. หน้าท้องมีสีดำคล้ำเกิดจากอะไร หลังคลอดลูกฮอร์โมนในร่างกายจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะ ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่ผลิตออกมามากกว่าปกติ […]

เรื่องน่ารู้ของการผ่าคลอดและข้อจำกัดในการคลอด

สารพันปัญหา แม่และเด็ก

สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่นั้น เมื่อถึงเวลาคุณแม่จะต้องเลือกวิธีการคลอด ซึ่งในปัจจุบันมีวิธีคลอดหลักๆอยู่ 2 วิธีคือการคลอดแบบธรรมชาติและการผ่าคลอด ซึ่งการคลอดทั้ง 2 วิธีนี้มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันออกไป ซึ่งแน่นอนว่าการคลอดธรรมชาติย่อมมีผลดีต่อทารกในครรภ์มากกว่าอยู่แล้ว เนื่องจากเด็กที่ผ่านการคลอดธรรมชาติจะมีภูมิต้านทานที่แข็งแรงกว่าเด็กที่ผ่าคลอด แต่ในปัจจุบันนี้โดยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าผสมผสานกับเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยทำให้การผ่าคลอดนั้นได้รับความนิยมมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งการผ่าคลอดนี้ คุณหมอจะพิจารณาจากสภาวะครรภ์ในปัจจุบันของคุณแม่ เช่น ทารกมีขนาดใหญ่เกินไป ทารกอยู่ในท่าทางที่ผิดปกติ เช่น ท่าก้น ซึ่งสถานการณ์เหล่านี้ การผ่าคลอดจะปลอดภัยสำหรับเด็กมากกว่า วันนี้เราจึงรวบรวมสาระดีๆเกี่ยวกับการผ่าคลอดมาฝากกัน หากคุณแม่ท่านใดกำลังลังเลว่าคลอดแบบไหนดี สาระเหล่านี้อาจจะช่วยให้คุณแม่ตัดสินใจได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ไปติดตามกัน 1. การผ่าคลอด ในกรณีที่คุณแม่ต้องการผ่าคลอด จะต้องผ่านการพิจารณาจากคุณหมอโดยมีข้อบ่งชี้ดังนี้ ทารกมีขนาดตัวที่ใหญ่กว่าอุ้งเชิงกรานของคุณแม่ ซึ่งการคลอดธรรมชาติอาจเป็นไปได้ยากและอาจเกิดอันตรายกับทารกได้คุณหมอจึงอาจพิจารณาให้เป็นการผ่าคลอดแทน กรณีที่ทารกมีท่าทางที่ผิดปกติเช่นอยู่ในท่าก้นหรือถ้านอนขวางจะทำให้เกิดอุปสรรคขนาดทำคลอดธรรมชาติได้คุณหมอจะพิจารณาเป็นการผ่าคลอดแทน ในกรณีที่ทารกมีอาการผิดปกติเช่นมีภาวะขาดออกซิเจนหรือภาวะหัวใจเต้นผิดปกติก็จะใช้วิธีการผ่าคลอดแทน รวมถึงคุณแม่ที่มีภาวะรกเกาะต่ำจนทำให้รถเคลื่อนตัวลงมาปิดปากมดลูกทำให้ไม่สามารถคลอดธรรมชาติได้หรือในคุณแม่ที่เป็นโรคแทรกซ้อนเช่นมีเนื้องอกในมดลูก ครรภ์เป็นพิษ เอดส์ เริม การผ่าคลอดจะปลอดภัยสำหรับทารกในครรภ์มากที่สุด 2. วิธีการผ่าคลอด มีทั้งหมด 2 ลักษณะคือการผ่าคลอดแบบแนวตั้งและการผ่าคลอดแบบแนวนอนซึ่งทั้งสองลักษณะนี้จะมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันคือการผ่าแบบแนวตั้งจะเริ่มตั้งแต่ใต้สะดือลงมาจนถึงกลางหัวหน่าว จะเป็นการผ่าลึกลงไปถึง 7 ชั้น โดยแผลผ่าตัดจะมีความยาวอยู่ที่ประมาณ 10 เซนติเมตร ข้อดีของการผ่าคลอดแบบแนวตั้งคือใช้เวลาในการทำคลอดได้เร็วกว่าแนวนอน เหมาะกับคุณแม่ที่ต้องการคลอดอย่างเร่งด่วน เช่นปวดท้องแต่ไม่สามารถคลอดเองได้ แหมเด็กที่อยู่ผิดท่าและมีขนาดตัวใหญ่มากการผ่าตัดแนวตั้งจะช่วยให้คลอดออกมาได้อย่างปลอดภัยมากกว่า แต่ข้อเสียคือแผลมีขนาดที่ใหญ่และเด่นมากกว่าแบบแนวนอน เจ็บแผลมากกว่า รวมถึงต้องได้รับการฟื้นตัวนานกว่าแผลแนวนอน […]