6 เคล็ดลับ ทำอย่างไรให้คุณแม่มีน้ำนมเพียงพอต่อความต้องการของลูก

คู่มือสำหรับคุณแม่

เคล็ดลับกระตุ้นน้ำนม เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหา ที่สร้างความกังวลใจและทำให้เกิดภาวะเครียดสะสมในคุณแม่เป็นอย่างมากเลยทีเดียว กับปัญหาน้ำนมไม่ไหล น้ำนมไม่เพียงพอให้ลูกทาน หรือรวมไปถึงปัญหาลูกไม่ยอมเข้าเต้า โดยเฉพาะคุณแม่มือใหม่ที่ยังไม่ทราบวิธีในการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัญหาในเรื่องน้ำนมนี้ สามารถแก้ไขให้ไหลออกมาเพียงพอต่อความต้องการลูกได้ รวมถึงสามารถเพิ่มคุณค่าในทางสารอาหารให้กับน้ำนมได้อีกด้วย จะมีวิธีแก้ไขอย่างไรบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. ลูกไม่ยอมเข้าเต้า เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สร้างความกังวลให้กับคุณแม่ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่สามารถแก้ไขได้ แนะนำให้คุณแม่ลองเปลี่ยนวิธีการให้นมลูกให้ตรงเวลามากขึ้น เพื่อให้น้ำนมระบายออกได้สะดวกและเร็วขึ้น ลดปัญหาน้ำนมอุดตัน ทำให้นมไหลสะดวกทันใจลูกน้อยมากขึ้น หรือท่าหากปรับเปลี่ยนแล้วไม่ดีขึ้น ลองเปลี่ยนท่าให้นมลูกดู อาจช่วยลดอาการอึดอัดในเด็กลงได้ ที่สำคัญ บริเวณให้นมนั้นจะต้องสงบเงียบ ไม่มีเสียงรบกวนจะทำให้ลูกดูดนมได้ดีขึ้นอย่างแน่นอน 2. นวดกระตุ้นน้ำนม เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถช่วยเรียกน้ำนมได้ดีมาก การนวดเต้านมนี้ นอกจากจะช่วยให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลาย สบายเต้านมแล้ว ยังกระตุ้นให้น้ำนมไหลได้ดีมากขึ้น ลดการอุดตันในท่าอน้ำนม โดยเฉพาะคุณแม่ท่านไหนที่เต้านมคัด ท่อน้ำนมอุดตัน เกิดการบวดอักเสบ การนวดเต้าจะช่วยสลายไขมันที่อุดตันในท่อน้ำนมออกได้เป็นอย่างดี คุณสามารถทำได้ด้วยตัวเอง เพียงแค่ใช้ฝักบัวที่เปิดด้วยน้ำอุ่น ฉีดวนเบาๆรอบๆเต้านมจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายสบายมากขึ้น หรือถ้าหากอุดตันหนักมาก แนะนำให้นวดเปิดท่อน้ำนม วิธีนี้จะช่วยเคลียร์เต้า สลายไขมัน ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมให้เพิ่มมากขึ้นได้อีกด้วย 3. ลดความเครียดตัวการหลักที่ทำให้น้ำนมน้อย หากคุณแม่ท่านไหนรู้สึกว่าน้ำนมไหลน้อย ไม่พอให้ลูกทาน ลองสังเกตุและตรวจสอบพฤติกรรมทางด้านอารมณ์ของคุณดู หากมีภาวะวิตกกังวลหรือมีความเครียดสะสม จะไปลดการผลิตน้ำนมลง ดังนั้น แนะนำให้คุณแม่หาเวลาพักผ่อน หากรู้สึกมีความเครียด […]

7 อันดับ นมผงสำหรับคุณแม่หลังคลอด แคลเซียมสูงช่วยเติมเต็มส่วนที่สึกหรอ

คู่มือสำหรับคุณแม่

 นมผงสำหรับคุณแม่หลังคลอด เป็นอีกหนึ่งไอเทมที่สำคัญต่อสุขภาพอย่างมาก เมื่ออายุมากขึ้นสภาพร่างกายมักถดถอยตามกาลเวลา โดยเฉพาะคุณแม่หลังคลอดที่ในระหว่างตั้งครรภ์นั้นถูกดึงแคลเซียมไปช่วยเสริมสร้างมวลกระดูกให้กับลูก จึงทำให้ความหนาแน่นของกระดูกเราค่อยๆลดลง จำเป็นที่ต้องได้รับอาหารเสริมที่มีแคลเซียมสูงเพื่อไปเติมเต็มส่วนที่สึกหรอ ซึ่งนมผง ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดี เพราะสามารถทานง่าย และหาซื้อได้ทั่วไปตามห้างสรรพสินค้า วันนี้เราจึงรวบรวม นมผงที่มีคุณภาพดีแคลเซียมสูงเหมาะสำหรับผู้สูงอายุและคุณแม่หลังคลอดมาฝากกันจะมียี่ห้ออะไรบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. Anmum Materna เป็นนมผงที่มีคุณสมบัติพิเศษผลิตและพัฒนาขึ้นมาเพื่อคุณแม่ตั้งครรภ์และคุณแม่หลังคลอดโดยเฉพาะ อุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างกระดูกและฟันของลูกน้อย  มี DHA  ซึ่งมีประโยชน์ต่อระบบประสาทและสมองของ ซึ่งมีประโยชน์ต่อระบบประสาทและสมองของทารก นอกจากนี้ยังมี DR10 ที่จะช่วยส่งเสริมระบบขับถ่ายของคุณแม่ให้ดีมากยิ่งขึ้นๆ รสชาติอร่อยมีกลิ่นหอม ออกแบบมาในรูปแบบซองเพื่อสามารถพกพาได้สะดวกมากยิ่งขึ้นอีกด้วย 2. Anlene Actifit 3 เป็นนมพร่องมันเนยที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุและคุณแม่หลังคลอดที่ต้องการเสริมสร้างกระดูกและฟัน นมผงรุ่นนี้มีคุณภาพสูง ได้รับความนิยมระดับสากล ว่าสามารถตอบทุกโจทย์ของร่างกายได้เป็นอย่างดี ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะรุ่นนี้นั้นเพิ่มปริมาณแคลเซียมให้สูงถึง 60 เปอร์เซ็นต์  อีกทั้งยังมีส่วนผสมของ Collagen ร้านอาหารอื่นที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยให้คุณรู้สึกเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น รสชาติอร่อยหอมมันสามารถทานง่าย จึงเป็นอีกรุ่นหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเลยทีเดียว 3. EnfamamaA+  นมผงสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร ส่วนผสมที่โดดเด่นของนมยี่ห้อนี้คือมี DHA  และโฟเลตสูง ที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาระบบประสาทและสมองของเด็กทารก อีกทั้งยังมีโคลีนและแคลเซียมในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของคุณแม่หลังคลอด ที่สำคัญนมผงยี่ห้อนี้มีไขมันต่ำเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของคุณแม่ รสชาติก็สามารถทานง่ายกลมกล่อมหอมวนิลา ถ้าคุณแม่หลังคลอดต้องการเสริมสร้างร่างกายในส่วนที่สึกหรอ […]

7 ปัญหากวนใจ ที่คุณแม่หลังคลอดจะต้องเจออย่างแน่นอน

คู่มือสำหรับคุณแม่

การเป็นคุณแม่นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนอกจากการรับมือในการเลี้ยงลูกน้อยแล้วยังต้องรับมือกับ ปัญหากวนใจสำหรับคุณแม่หลังคลอด โดยส่วนใหญ่แล้วคุณแม่หลังคลอดมักจะพบกับการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านอารมณ์และร่างกาย แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ซึ่งในแต่ละคนอาจจะมีอาการที่แตกต่างกันไป โดยปัญหาส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับร่างกายและอารมณ์เป็นหลัก ซึ่งถ้าหากคุณแม่มีวิธีการรับมือที่ไม่ดีพอ อาจทำให้พบกับภาวะป่วยเป็นโรคซึมเศร้าได้ง่าย ดังนั้นวันนี้เราจึงรวบรวมปัญหากวนใจที่จะเกิดขึ้นกับคุณแม่หลังคลอดอย่างแน่นอน ให้คุณแม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจพร้อมรับมือกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นหลังคลอดลูกนั่นเอง จะมีปัญหาใดที่คุณแม่ต้องพบเจอบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. เจ็บแผลผ่าคลอด อันดับแรกเลยหลังจากที่คลอดลูกและฟื้นจากยาชาเหลือยาสลบแล้วสิ่งแรกที่คุณแม่จะต้องพบเจอเลยนั่นคือการเจ็บปวดแผลคลอด เกิดขึ้นทั้งผู้ที่คลอดโดยธรรมชาติและผ่าคลอด c-section โดยการคลอดธรรมชาตินั้นแผลมักจะหายเร็วกว่า  คุณจะเจ็บช่องคลอดเพียงแค่ 7-10 วันหลังคลอดเท่านั้น  แต่สำหรับผู้ที่ผ่าคลอดทางหน้าท้องจะเจ็บแผลนานเป็นเดือน ส่งผลให้การขยับร่างกายหรือการใช้ชีวิตค่อนข้างลำบากหลังจากผ่าคลอด จึงจำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีผู้ช่วยเลี้ยงลูกในช่วงระยะเวลาแรก เพื่อให้ร่างกายของคุณแม่นั้นได้ฟื้นตัวนั่นเอง 2. เจ็บกระเพาะปัสสาวะ เป็นเรื่องธรรมชาติมากที่คุณแม่หลังคลอดจะรู้สึกเจ็บและบวมที่บริเวณช่องคลอด ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การหัวเราะหรือการไอ โดยในบางครั้งอาจจะมีปัสสาวะเล็ดออกมาด้วย ซึ่งถ้าหากใครที่ประสบกับปัญหานี้สามารถแก้ไขด้วยการบริหารร่างกายหรือการออกกำลังกายเพื่อยกกระชับช่องคลอด จะช่วยลดปัญหานี้ลงได้อย่างดี 3. ผมร่วง โดยเฉพาะ  3-4 เดือนหลังคลอด เพราะเป็นช่วงที่เกิดการเปลี่ยนแปลงและสูญเสียข้อมูลเอสโตรเจน ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญสำหรับการสร้างเส้นผม  ซึ่งคุณแม่ทุกคนหลังคลอดนั้นจะต้องประสบกับปัญหานี้อย่างแน่นอนโดยปัญหานี้จะค่อยๆดีขึ้น  ประมาณ 6 ถึง 12 เดือนหลังคลอด วิธีแก้ไขง่ายๆเลย คือแนะนำให้ตัดผมสั้น เพื่อช่วยให้สารอาหารไปหล่อเลี้ยงเส้นผมให้แข็งแรงได้มากยิ่งขึ้นนั่นเอง 4. เท้าใหญ่ขึ้น อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่คุณแม่บางคนอาจจะต้องพบเจอนั่นคือขนาดไซส์เท้านั้นเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร โดยอาจจะมีขนาดใหญ่ขึ้นจากเดิมเล็กน้อยซึ่งนั่นถือเป็นเรื่องธรรมชาติ และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในปัจจุบัน 5. […]

6 ประโยชน์ จากอ้อมกอดของแม่ ที่ส่งผลต่อพัฒนาการของลูกน้อยโดยตรง

คู่มือสำหรับคุณแม่

อย่างที่คุณพ่อคุณแม่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าอ้อมกอดของคุณพ่อคุณแม่นะเนี่ยมีประโยชน์และส่งผลต่อพัฒนาการของลูกโดยตรงโดยเฉพาะเด็กในช่วงวัย 2-3 ขวบ เป็นช่วงวัยที่เขากำลังเจริญเติบโตและมีความคิดเป็นของตัวเอง มีความเป็นตัวของตัวเองมาก รู้จักอารมณ์โกรธ โมโห อารมณ์มีความสุข อารมณ์เศร้า น้อยใจ ดังนั้นเด็กในช่วงวัยนี้จึงจำเป็นต้องได้รับความรักและการแสดงออกจากคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก และการแสดงออกที่มีประโยชน์และมีผลต่อจิตใจของลูกโดยตรงนั่นคืออ้อมกอดของคุณพ่อคุณแม่นั่นเอง ซึ่งจริงๆแล้วพฤติกรรมการก่อนการหอมลูกนั้นเป็นการสัมผัสทางกาย ที่ส่งผลต่อจิตใจโดยตรง เด็กจะรู้สึกอบอุ่นและรู้สึกได้ถึงความรักของคุณพ่อคุณแม่มากยิ่งขึ้น ซึ่งมีผลต่อพัฒนาการของลูกในทุกๆด้าน วันนี้เราจึงมีประโยชน์จากการก่อนลูกมาฝากกันจะมีอะไรบ้างและติดตามกันเลย 1. ช่วยให้ลูกสุขภาพดี สัมผัสรักทางกายโดยการกอดการหอมลูกนั้นจะช่วยกระตุ้น การหลั่งสาร ออกซิโทซิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาเมื่อลูกรู้สึกไว้วางใจ ซึ่งการกอดการหอมลูกนี้จะช่วยให้ลูกนั้นสัมผัสได้ถึงความรักและรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยเมื่อได้อยู่ในอ้อมกอดของแม่ โดยฮอร์โมนออกซิโทซินนี้เกี่ยวข้องและมีความสัมพันธ์ไปกระตุ้นโกรทฮอร์โมน ให้หลั่งออกมามากขึ้นอีกด้วย จึงเป็นเหตุผลว่าเด็กที่ได้รับการกอดอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ร่างกายเจริญเติบโตและมีพัฒนาการที่สมบูรณ์แข็งแรง นั่นเอง 2. ช่วยให้ลูกอารมณ์ดี อ้อมกอดที่แสนวิเศษของคุณพ่อคุณแม่นี้ไม่เพียงแต่ช่วยพัฒนาการทางด้านสมองและร่างกายของลูกแล้ว ยังมีผลต่อพัฒนาการทางด้าน อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด จะสังเกตได้ว่าเด็กที่ร้องไห้งอแงอยู่บ่อยครั้งเมื่อเจอกับอ้อมกอดของคุณพ่อคุณแม่ เด็กจะรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย จนหยุดร้องไห้นั้นแปลว่าอ้อมกอดนั้นสามารถช่วยลดอารมณ์ฉุนเฉียวของเด็กได้เป็นอย่างดี  3. อ้อมกอดของแม่ช่วยให้ลูกฉลาด การกอดนั้นสามารถไปกระตุ้นระบบประสาทและสมองของลูกให้มีการพัฒนาและเจริญได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีงานวิจัยที่ได้ทำการศึกษา พบว่า การกอดเพียง 15-20 นาทีต่อวัน เป็นเวลานาน 10 สัปดาห์ ติดต่อกัน ช่วยให้เด็กนั้นมีพัฒนาการทางสมองที่ดียิ่งขึ้น โดยมีผลการประเมินพัฒนาการทางสมองได้สูงขึ้นอย่างชัดเจน ดังนั้นถ้าหากอยากให้ลูกมีพัฒนาการทางระบบประสาทและสมองที่ดีคุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นก่อนลูกเป็นประจำ รับรองว่าจะช่วยให้ลูกน้อยฉลาดขึ้นได้อย่างแน่นอน 4. […]

5 เคล็ดลับ ปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อต้องเตรียมความพร้อมในการมีลูก

คู่มือสำหรับ คุณแม่ ตั้งครรภ์ มือใหม่

สำหรับใครที่กำลังวางแผนจะสร้างครอบครัวหรือกำลังอยากจะมีลูกอยู่นั้น สิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุดนั่นคือความพร้อมของสุขภาพในการตั้งครรภ์ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นอย่างมากที่คุณแม่จะต้องเตรียมทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตให้พร้อม เพราะการตั้งครรภ์นั้นคุณจะพบกับความเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจไปอย่างสิ้นเชิง หากคุณแม่ท่านไหนที่มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ตัวอ่อนจะฝังตัว แล้วเจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์ดังนั้นวันนี้เราจึงมีวิธีในการปฏิบัติตัวเมื่อจะเตรียมพร้อมในการมีลูกมาฝาก สำหรับใครที่กำลังวางแผนอยากจะสร้างครอบครัวหรือยังจะมีลูก สามารถปฏิบัติตามวิธีเหล่านี้ได้เลย 1. ตรวจสุขภาพ อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการตรวจสุขภาพร่างกายของทั้งคุณภรรยาและสามีนั้นเป็นขั้นตอนพื้นฐาน เพื่อตรวจความพร้อมและความสมบูรณ์ของร่างกาย รวมไปถึงสามารถเช็คความผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ได้ การตรวจสุขภาพนั้นมีประโยชน์อย่างมากถึงแม้ว่าภายนอกร่างกายจะดูแข็งแรงสุขภาพดี แต่ลักษณะภายในของแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนนั้นร่างกายไม่เหมาะสมที่จะตั้งครรภ์โดยธรรมชาติ บางคนนั้นมีโครโมโซมที่ผิดปกติ หรือรวมไปถึงมีโรคที่สามารถถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรมได้ เช่น ธาลัสซีเมีย ดังนั้น ตรวจสุขภาพ จะสามารถทำให้ได้รู้ข้อจำกัด และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ได้อย่างถูกต้องนั่นเอง 2. ทานกรดโฟลิก เมื่อคุณเตรียมความพร้อมที่จะตั้งครรภ์นั้นอย่าลืมที่จะทาน กรดโฟลิก เพราะจะช่วยให้ตัวอ่อนนั้นสร้างเนื้อเยื่อได้อย่างสมบูรณ์ และกรดโฟลิกมีความสำคัญ จะช่วยป้องกันและลดความผิดปกติของระบบประสาทได้ด้วย อีกทั้งยังช่วยลดภาวะไขสันหลังไม่ปิด ได้อีกด้วย โดยสำหรับคุณแม่สามารถเสริมกรดโฟลิกก่อนตั้งครรภ์ ใน 1-3 เดือน น่าจะต้องทานอย่างต่อเอาไปจนตลอดอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ ด้วยเหตุนี้เพราะในช่วงอายุครรภ์ที่ 3-4 สัปดาห์หลังปฏิสนธิจะเป็นช่วงที่เซลล์มีการสร้างระบบประสาทและสมองเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนั่นเอง 3. ทานอาหารที่หลากหลาย นอกจากเรื่องสุขภาพแล้วเรื่องอาหารการกินก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันเลย ร่างกายจะอยู่ในสภาพที่พร้อมจะตั้งครรภ์ได้นั้นต้องได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์และมีความหลากหลายโดยคุณจะต้องหลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารที่มีไขมันและน้ำตาลมากจนเกินไป ควรเลือกทานผักผลไม้อย่างน้อย 5 ส่วนต่อวัน แต่ต้องเป็นผักผลไม้ที่หลากสี ไม่ซ้ำซากจำเจ ทานอาหารประเภทแป้งให้เพียงพอสำหรับกับข้าวเช่นขนมปัง […]

7 วิธีลดความเครียด ในคุณแม่ตั้งครรภ์เพื่อลดผลกระทบต่อลูกน้อย

คู่มือสำหรับคุณแม่

เป็นคุณแม่มือใหม่นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว  สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่กำลังปรับตัวอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย อารมณ์และจิตใจอยู่นั้น อีกหนึ่งปัญหาที่คุณแม่จะต้องพบเจออย่างแน่นอนนั่นคือความเครียดสะสมรวมไปถึงความกังวลในเรื่องต่างๆมากมาย ซึ่งความเครียดเหล่านั้นล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อลูกน้อยในครรภ์ทั้งสิ้น แต่คุณแม่หลายท่านนั้นไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงความรู้สึกหรือลดความเครียดเหล่านั้นลงได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องร่างกายที่เปลี่ยนไป น้ำหนักที่เพิ่ม อาการแพ้ท้อง เหลืออารมณ์แปรปรวนต่างๆที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์ วันนี้เราจึงมีวิธีการปฏิบัติตัวเพื่อลดความเครียดอย่างได้ผลมาฝากให้กับคุณแม่มือใหม่กันเลย ซึ่งวิธีที่เรานำมาฝากกันในวันนี้นั้นสามารถปฏิบัติตามได้ง่าย จะมีวิธีใดบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย   1. พักผ่อนให้เพียงพอ สิ่งแรกเลยที่คุณแม่ตั้งครรภ์จะต้องปฏิบัติให้ได้นั่นคือการหาเวลาพักผ่อน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก สำหรับคุณแม่ท้องนั้นจะมีอาการอ่อนเพลีย ให้คุณแม่หาเวลาพักผ่อนในช่วงเวลากลางวัน จะทำให้อาการวิตกกังวลหรือความเครียดเหล่านั้นลดลงได้ รวมถึงคุณแม่จะรู้สึกสดชื่นขึ้นหลังจากที่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ 2. สวมใส่เสื้อผ้าที่สบายตัว การเลือกใส่เสื้อผ้านั้นเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่จะทำให้คุณแม่นั้นอาจเกิดอารมณ์หงุดหงิด หรือ เกิดความไม่สบายตัว ดังนั้นคุณแม่ควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้า ที่ระบายอากาศได้ดี สวมใส่แล้วรู้สึกสบายตัว ไม่อึดอัด ไม่รัดหน้าท้อง  จะช่วยให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น 3. เตรียมของใช้สำหรับลูก ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะช่วยผ่อนคลายให้กับคุณแม่ได้เป็นอย่างดี เตรียมของใช้ที่จำเป็นสำหรับลูก จะช่วยให้คุณแม่นั้นได้แลกเปลี่ยนความคิดหรือได้แชร์ประสบการณ์กับคุณแม่ท่านอื่น รวมถึงได้เลือกของใช้ที่น่ารักให้กับลูก จึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ทำให้คุณแม่ลดความกังวลและลดความเครียดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4. ดูหนังฟังเพลงที่ชอบ หากคุณแม่รู้สึกว่ามีอาการตึงเครียดและวิตกกังวลมากจนเกินไป ควรรีบหากิจกรรมเสริมหรือกิจกรรมที่คุณแม่รู้สึกชอบเป็นพิเศษ เช่นการดูหนังฟังเพลง ดูคลิปตลก ดูคลิปท่องเที่ยว ดูคลิปทำอาหาร จะช่วยให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลายและเพลิดเพลินมากยิ่งขึ้น ทำให้คุณแม่ใช้เวลาว่างอย่างมีความสุข  5. หาเวลาบำรุงผิวพรรณ แน่นอนว่าคุณแม่ตั้งครรภ์หลายท่านส่วนใหญ่จะพบกับปัญหาผิวแห้ง อยู่หน้าเป็นสิว คุณแม่มีความกังวลหรือมีความเครียดในเรื่องนี้ให้หาเวลาว่างบำรุงผิวพรรณ […]

6 วิธีรับมือ กับอาการแพนิคของคุณแม่ตั้งครรภ์ ที่อาจส่งผลกระทบต่อเด็กทารก

คู่มือสำหรับ คุณแม่ ตั้งครรภ์ มือใหม่

สำหรับคุณแม่ลูกอ่อนจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าอารมณ์ในช่วงของการตั้งครรภ์นั้นมีความแปรปรวนอย่างมาก ยิ่งคุณแม่เพิ่งตั้งท้องครั้งแรก บางคนจะมีอาการวิตกกังวล มีความเครียดรุมเร้า หรือรวมไปถึงโรคแพนิคต่างๆ ซึ่งอาการเหล่านี้จะส่งผลกระทบโดยตรงกับทารกในครรภ์ โดยเฉพาะโรคแพนิคที่ รุนแรงและมีผลต่อจิตใจโดยตรง อาการโดยรวม ส่วนใหญ่มักเกิดจากความเครียดและความวิตกกังวลมากกว่าปกติ ส่งผลให้ร่างกายของคุณแม่มีอาการตัวสั่นไปทั้งตัว มีการหายใจลำบาก วิงเวียนศีรษะ ส่งผลกระทบให้หัวใจเต้นเร็วและกล้ามเนื้อส่วนต่างๆนั้นมีการเกร็งจนบางครั้งไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ซึ่งคุณแม่จะต้องรับมือได้อย่างถูกวิธี วันนี้เราจึงมีวิธีในการรับมือกับโรคแพนิคมาฝากกัน จะเป็นอย่างไรบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. ระบายความรู้สึกกับคนสนิท วิธีนี้จะช่วยให้คุณแม่นั้นรู้สึกผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น คุณแม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่มักจะเกิดความวิตกกังวลต่างๆรวมถึงมีความเครียดสะสม การระบายความรู้สึกความกังวลต่างๆเหล่านี้ออกมาจะช่วยให้คุณแม่รู้สึกดีขึ้นได้อย่างมากเลยทีเดียว โดยคุณแม่อาจเลือกเล่าความรู้สึกกับคนภายในครอบครัว หรือจะใช้วิธีการเขียนระบายความรู้สึกก็ได้เช่นกัน 2. สติเป็นเรื่องที่สำคัญ หากคุณแม่พบว่าร่างกายกำลังประสบกับปัญหาของโรคแพนิคอยู่ ให้คุณแม่ควบคุมสติและอารมณ์ให้อยู่ เพราะโรคนี้มักเกิดขึ้นโดยไม่ทันได้ตั้งตัวและไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด คุณแม่จึงต้องสงบนิ่ง ค่อยๆคิดทบทวนความรู้สึก และตั้งสติให้ดี หายใจเข้าลึกๆ พยายามอย่าคิดเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เป็นลบ เพราะจะทำให้จิตใจนั้นจมดิ่ง และเศร้าหมองกว่าเดิม 3. ออกกำลังกาย และหาเวลาพักผ่อนอย่างเต็มที่ วิธีนี้จะช่วยได้มากเลยทีเดียว การออกกำลังกายจะช่วยให้ระบบหัวใจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  เกิดความสมดุล ทำให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขออกมาได้และช่วยให้ผ่อนคลายได้มากยิ่งขึ้นนั่นเอง วิธีการออกกำลังกายสำหรับคุณแม่ที่มีอาการแพนิคเช่น  การเดิน การวิ่งเหยาะๆ หรือรวมไปถึงการเล่นโยคะ ก็เป็นกิจกรรมที่เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับคุณแม่กับทารกในครรภ์ ลดอาการกังวลได้เป็นอย่างดี 4. เข้าครอสเตรียมความพร้อมระหว่างตั้งครรภ์ ถือเป็นการเตรียมตัวเบื้องต้นสำหรับคุณแม่มือใหม่ที่จะช่วยลดความกังวลและความเครียดลงได้มากเลยทีเดียว ทำให้คุณไม่มีความพร้อม มีความรู้ และมีความมั่นใจ […]

5 สัญญาณอันตราย ที่เตือนคุณแม่ตั้งครรภ์ควรรีบพบแพทย์ในทันที

คู่มือสำหรับ คุณแม่ ตั้งครรภ์ มือใหม่

สำหรับใครที่กำลังตั้งครรภ์อยู่นั้นนอกจากจะดูแลตัวเองให้สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเข้ามาแทรกแซงแล้วนั้นคุณแม่ยังจะต้องคอยหมั่นสังเกตความผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้นกับทารกภายในครรภ์ได้นั่นเอง ซึ่งการผิดปกติเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ทุกท่าน โดยเฉพาะคุณแม่ที่ตั้งครรภ์แรก ยังไม่มีประสบการณ์ใดๆที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย จึงมักไม่ทราบว่าอาการความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นเหล่านี้มันปกติหรือไม่  แล้วจะทราบได้อย่างไรว่าอาการแบบไหนที่จะต้องรีบพบแพทย์ในทันที วันนี้เราจึงมี 5 สัญญาณอันตรายที่จะช่วยเตือนให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์นั้นที่พบแพทย์ในทันทีจะมีลักษณะอาการใดบ้างไปติดตามกันเลย 1. อาการเลือดออกทางช่องคลอด ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ปกติที่เกิดขึ้นกับคุณแม่ระหว่างตั้งครรภ์ เลือดที่ออกทางช่องคลอดนั้นมักมีสาเหตุมาจาก รกลอกตัวก่อนกำหนด ซึ่งหากเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ปกติแล้วลบจะลอกตัวออกจากผนังของมดลูกหลังจากที่เด็กนั้นได้คลอดออกมาแล้ว ถ้าหากคุณแม่สังเกตว่ามีอาการเลือดออกทางช่องคลอดอาจมีสาเหตุมาจากรกลอกตัวก่อนเด็กจะคลอดออกมาเนื่องจากครรภ์เป็นพิษ หรือส่วนมากมักเกิดจากการถูกกระแทกบริเวณท้องอย่างรุนแรง จนทำให้มีเลือดออกที่โพรงมดลูก ซึ่งเหตุการณ์นี้อันตรายมากอาจทำให้เด็กขาดออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงและอาจเป็นสาเหตุให้เด็กเสียชีวิตในครรภ์ได้ ค้นหาคุณแม่ผมว่ามีอาการปวดหน้าท้อง หรือหน้าท้องแข็งตัว มดลูกโตอย่างรวดเร็ว เพราะเกิดจากเลือดขังอยู่ข้างใน ให้รีบพบแพทย์ในทันที 2. มีอาการบวมและความดันโลหิตสูง ซึ่งอาการบวมที่เกิดขึ้นนั้นมักจะเจอในไตรมาส 3 หรือไงคุณแม่ที่อายุครรภ์สูงแล้ว ต่างหากสังเกตว่าร่างกายของตัวเองมีอาการบวมอาจมีสาเหตุมาจากครรภ์เป็นพิษ ซึ่งใช้เป็นที่ส่วนใหญ่แล้วมักจะพบกับคุณแม่ที่คนในครอบครัวมีประวัติความดันโลหิตสูง ในขณะที่คุณแม่ตั้งครรภ์แฝดหากมีอาการดวงตั้งแต่หลังเท้า สายตาพร่ามัว ให้รีบพบแพทย์ทันทีเพราะคุณแม่อาจจะหมดสติลงได้ 3. ลูกในท้องดิ้นน้อยผิดปกติ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสำหรับคุณแม่จะต้องนับการดิ้นของทารกภายในครรภ์ซึ่งจะต้องดิ้นมากกว่า 10 ครั้งต่อวัน คุณแม่ทราบหรือไม่ว่าการดิ้นของลูก สามารถบอกสุขภาพที่แข็งแรงของลูกได้ โดยจะสังเกตได้ว่าลูกมักจะดิ้นหลังจากที่คุณแม่ทานอาหารเสร็จใหม่ๆ โดยการนับการดิ้นควรนับในอายุครรภ์ 32 สัปดาห์ขึ้นไปและควรนับ 3 เวลาหลังอาหารเช้ากลางวันเย็น เพื่อเป็นการสังเกต และตรวจสอบความผิดปกติของทารกภายในขั้นด้วยนั่นเอง 4. น้ำเดินก่อนกําหนด น้ำเดินคือน้ำใสๆค่ะกระเป๋าเลยออกมาจากทางช่องคลอด หากเกิดเหตุการณ์นี้แสดงว่าถุงน้ำคร่ำนั้นแตกรั่ว หากพบว่ามีอาการน้ำใสๆไหลออกมาทางช่องคลอด […]

5 ข้อดีในการไว้ผมสั้นของคุณแม่ ช่วยลดปัญหาต่างๆได้อย่างลงตัว

คู่มือสำหรับ คุณแม่ ตั้งครรภ์ มือใหม่

สำหรับคุณแม่มือใหม่ที่ต้องดูแลลูกน้อยตลอด 24 ชั่วโมง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย รวมถึงลักษณะนิสัยของคุณแม่ไปอย่างถาวร เมื่อก้าวเข้าสู่ความเป็นแม่แล้ว หลายคนให้ความทุ่มเทกับลูก จนลืมดูแลตัวเอง แต่คุณแม่ทราบหรือไม่ว่า คุณแม่สามารถหาเวลาเพิ่มได้จากการปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพของคุณแม่โดยการไว้ผมสั้นได้นะ ซึ่งจะช่วยลดภาระ ลดปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับคุณแม่ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว การไว้ผมสั้นนอกจากจะเป็นประโยชน์กับตัวคุณแม่เองแล้วยังมีประโยชน์ต่อการดูแลลูกน้อยอีกด้วย สาวผมสั้น จะมีข้อดีอย่างไรบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. ช่วยลดปัญหาผมขาดหลุดร่วง การที่คุณแม่ตัดสินใจไว้ผมสั้นจะช่วยลดปัญหาผมขาดหลุดร่วงได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว สำหรับคุณแม่หลังคลอดใหม่ๆฮอร์โมนภายในร่างกายกำลังมีการปรับเปลี่ยน  และ ยังไม่เกิดความสมดุล ทำให้เส้นผมบนหนังศีรษะของคุณแม่มีการหลุดร่วงเป็นจำนวนมาก หรือก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติของคุณแม่หลังคลอดที่จะต้องเจอกับปัญหานี้ ปัญหาผมขาดหลุดร่วงนี้อาจทำให้คุณแม่รู้สึกกังวลใจและเกิดความไม่มั่นใจเกิดขึ้น เพราะอาจทำให้ผมนั้นแลดูบางลงได้ ดังนั้นการไว้ผมสั้นจะช่วยลดปัญหานี้ได้อย่างตรงจุด เพราะเมื่อผมสั้น ร่างกายก็ต้องการสารอาหารที่จะไปหล่อเลี้ยงเส้นผมมันน้อยลง จะลดการขาดหลุดร่วงได้เป็นอย่างดี 2. ช่วยประหยัดเวลาในการสระผม และผมแห้งไวมากยิ่งขึ้น สำหรับคุณแม่ลูกอ่อนเรื่องเวลานั้นถือเป็นเรื่องที่สำคัญ และหาเวลาว่างยากมาก ซึ่งอีกหนึ่งกิจกรรมที่ดึงดูดเวลามากพอสมควร นั่นก็คือการสระผมและการเป่าผม ยิ่งถ้าคุณแม่ท่านไหนไว้ผมยาวจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงในการเป่าผม ทำให้คุณแม่เสียเวลาตรงนี้ไปโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้นการไว้ผมสั้นจะช่วยประหยัดเวลาตรงส่วนนี้ไปได้มากเลยทีเดียว คุณแม่สามารถสระผมและเป่าผมให้แห้งได้อย่างรวด อีกทั้งยังไม่เปลืองน้ำยาสระผม หรือไม่ต้องเสียเวลาในการบำรุงเส้นผมมากมาย คุณแม่สามารถใช้เวลาที่เหลือเรานี้ไปดูแลลูกน้อยซึ่งจะเป็นประโยชน์มากกว่า 3. ช่วยลดความหงุดหงิดในช่วงหน้าร้อนได้เป็นอย่างดี คุณแม่ลูกอ่อนจะทราบเป็นอย่างดีว่าเวลาดูแลตัวเองนั้นมีน้อยมาก รวม ถึงเวลาพักผ่อนที่มีน้อยมากเช่นกัน ทำให้คุณแม่มีอารมณ์ที่แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ยิ่งประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ส่งผลให้อารมณ์หงุดหงิดนั้นเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว จนบางครั้งเผลออารมณเสียใส่ลูกไปบ้างก็มี ดังนั้น การตัดผมสั้น […]

5 ข้อคิดดีๆ ที่จะช่วยให้คุณแม่เลี้ยงลูกได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

คู่มือสำหรับ คุณแม่ ตั้งครรภ์ มือใหม่

สำหรับใครที่กำลังตั้งครรภ์อยู่นั้น จะต้องเตรียมตัวเป็นคุณแม่มือใหม่ที่คุณจะพบกับการเปลี่ยนแปลงไปตลอดชีวิต อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการเป็นแม่คนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว แต่ว่าผู้หญิงทุกคนสามารถเป็นคุณแม่ที่ดีได้ ซึ่งการเป็นคุณแม่มือใหม่นั้นคุณจะต้องมีความพร้อมในหลายๆด้าน ที่จะดูแลลูกน้อยให้ดีที่สุด  คุณจะต้องเตรียมหาเวลาให้กับลูกให้ได้มากที่สุด เด็กน้อยต้องการได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะในช่วงขวบปีแรก เป็นช่วงเวลาที่สำคัญในการเจริญเติบโต รวมถึงคุณจะต้องมีความพร้อมในเรื่องของอารมณ์และจิตใจ ต้องรู้จักสงบนิ่ง มีความอ่อนโยน และอดทน เพราะจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกน้อย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายท่านมีความกังวลและกดดันในตัวเองมากเกินไป พยายามที่จะเลี้ยงดูลูกน้อยอย่างดีและสมบูรณ์แบบที่สุด แต่ไม่มีพ่อแม่ท่านไหนที่จะสมบูรณ์แบบในทุกเรื่อง เราจึงต้องค่อยๆเรียนรู้และก้าวไปพร้อมๆกันกับลูกน้อย วันนี้เราจึงมีข้อคิดดีๆ ที่จะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุขในการดูแลลูกได้มากยิ่งขึ้น จะมีอะไรบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. แม่ทุกคนไม่ได้สมบูรณ์แบบทุกเรื่อง หลายคนพยายามเลี้ยงลูกน้อยให้สมบูรณ์แบบที่สุด แต่แม่ทุกคนต่างก็มีความเก่งและความถนัดที่แตกต่างกัน บางคนอาจจะสอนการบ้านลูกเก่งแต่ทำอาหารไม่ค่อยอร่อย ในขณะที่บางคนมีอารมณ์ศิลปิน เอนเตอร์เทนลูกให้มีความสุข เล่นสนุกสนาน แต่ไม่ถนัดเรื่องของการทำความสะอาด ดังนั้น คุณแม่จึงควรปล่อยวาง อย่ากดดันตัวเองมากจนเกินไป พยายามมองหาสิ่งที่ตัวเองถนัดและคิดว่าทำได้ดีและชื่นชมตัวเองอยู่บ่อยครั้งจะทำให้คุณรู้สึกดีกับตัวเองมากยิ่งขึ้น  2. ช่างมันบ้าง เป็นอีกหนึ่งข้อคิดดีๆ เหมาะเป็นอย่างมาก สำหรับคุณแม่ที่มีนิสัยชอบคิดมาก ขี้กังวล พยายามจดจำ ทุกสิ่ง และเก็บทุกเรื่องมาคิด จนปวดหัวและพาให้คุณเป็นโรคเครียดสะสมได้ ซึ่งเข้าใจว่าคุณแม่มักจะต้องทำหน้าที่หลายๆอย่างใน 1 วัน ไม่ว่าจะเป็นการทำความสะอาดบ้าน การทำอาหาร ทำงานประจำ รวมไปถึงการดูแลลูกน้อย ซึ่งทุกหน้าที่มีความสำคัญไม่แพ้กันเลย คุณแม่จะต้องปล่อยวาง อะไรที่ไม่สำคัญก็ไม่ต้องเก็บเอามาคิด เช่น […]