5  Eye cream แนะนำสำหรับคุณแม่ เพื่อลดปัญหารอยคล้ำใต้ตาอย่างมีประสิทธิภาพ

สารพันปัญหา แม่และเด็ก

Eye cream เป็นอีกหนึ่งไอเทมที่เข้ามาช่วยฟื้นฟูและบำรุงผิวรอบดวงตาให้กลับมาดูสดใส อ่อนกว่าวัยอีกครั้ง โดยเฉพาะคุณแม่หลังคลอดที่มีเวลาพักผ่อนน้อย ผิวหน้าโทรมขาดการดูแล ครีมบำรุงผิวรอบดวงตานี้จะช่วยให้ดวงหน้าและใบหน้าของคุณดูอ่อนกว่าวัย โดยเฉพาะ Eye cream ของญี่ปุ่น ที่มีส่วนผสมตรงเข้าฟื้นบำรุง และให้ความชุ่มชื้นรอบดวงตา ให้การแต่งหน้านั้นเรียบเนียน ไม่ตกร่อง อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นและปรับการไหลเวียนของโลหิตรอบดวงตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะมียี่ห้อใดบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย 1. Meishoku PlaceWhiter Medical Whitening Eye Cream ความโดดเด่นของครีมบำรุงผิวรอบดวงตาแบรนด์นี้คือจะมีเนื้อครีมที่นุ่มสามารถเกลี่ยได้ง่าย และล็อคความชุ่มชื้นให้กับผิวได้อย่างยาวนาน มีคุณสมบัติช่วยลดเลือนจุดด่างดำและริ้วรอยได้เป็นอย่าง ที่สำคัญมีสารสกัดจากธรรมชาติให้ความอ่อนโยนและเป็นมิตรกับผิวรอบดวงตาของคุณอย่างแน่นอน โดยทางแบรนด์ได้เคลมไว้ว่าจะช่วยให้ผิวหน้ามีความชุ่มชื้นขึ้น 97% ภายใน 3 ชั่วโมง ซึ่งเหมาะเป็นอย่างมาก สำหรับผู้ที่พักผ่อนน้อย ดวงตาล้า หรือมีรอยคล้ำใต้ตา ทีมนี้จะมีส่วนผสมจากรกแกะที่มีประสิทธิภาพช่วยเข้าไปยับยั้งการผลิตเมลานิน ให้ผิวบริเวณใต้ขอบตานั้นกระจ่างใสมากขึ้นอีกทั้งยังมีคุณสมบัติช่วยให้ผิวรอบดวงตากระชับมากยิ่งขึ้นได้อีกด้วย  2. Curel Intensive Moisture CARE Moisture Repair Eye Cream ครีมบำรุงผิวรอบดวงตาแบรนด์นี้ออกแบบมาเพื่อคนที่ผิวแห้งและผิวบอบบางโดยเฉพาะ ความโดดเด่นของแบรนด์นี้คือจะมีสารสกัดจากยูคาลิปตัส ที่มีสารอัลลันโทอิน มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการเกิดริ้วรอยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครีมบำรุงผิวรอบดวงตาแบรนด์นี้ มีความอ่อนโยนปราศจากสารอันตรายทุกชนิด […]

 5 ข้อควรระวัง ของการใช้เทคโนโลยีที่มากจนเกินไป อาจส่งผลต่อพัฒนาการของลูกน้อย 

สารพันปัญหา แม่และเด็ก

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตของลูกน้อยมากยิ่งขึ้น ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้ใส่ใจหรือให้ความสำคัญตรงจุดนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของลูกได้โดยตรง ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรตระหนักรู้ถึงโทษที่มาจากการใช้เทคโนโลยีมากจนเกินไป ซึ่งอย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเทคโนโลยีเปรียบเสมือนดาบสองคม ถ้าหากรู้จักใช้ก็จะสามารถมอบคุณประโยชน์ได้มากมาย แต่ถ้าหากใช้มากจนเกินความจำเป็น อาจจะส่งผลเสียตามมาในอนาคตได้ ดังนั้นวันนี้เราจึงรวบรวมอันตรายที่มาจากการใช้เทคโนโลยีมากจนเกินไปมาฝากคุณพ่อคุณแม่กัน มีผลกระทบ ต่อลูกน้อยอย่างไรบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. ส่งผลกระทบต่อการเข้าสังคม เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของลูกน้อยมากจนเกินไปสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตเห็นได้ชัดเลยคือลูกจะอยู่แต่กับหน้าจอโทรศัพท์มือถือ กิจกรรมส่วนใหญ่ของลูกจะอยู่ภายในมือถือไม่ว่าจะเป็นการดูการ์ตูน การเล่นเกม การดู YouTube  การฟังเพลง เป็นต้น จึงทำให้ลูกนั้นขาดโอกาสในการเข้าสังคม และไม่มีทักษะทางด้านการเข้าหาผู้คนได้มากเท่าที่ควร จึงอาจส่งผลกระทบให้ลูกน้อยนั้นปรับตัวเข้าหาคนได้ยาก ซึ่งทักษะเหล่านี้ถือว่าสำคัญและจำเป็นในการดำเนินชีวิตในอนาคตอย่างมาก โดยจากการวิจัยแล้วพบว่า หากลูกน้อยใช้สมาร์ทโฟนมากกว่า 82%  ส่วนใหญ่ จะส่งผลกระทบต่อการสนทนาในชีวิตประจำวัน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงต้องให้ความสำคัญในการใช้เทคโนโลยีหรือโทรศัพท์มือถือของโลกให้มากยิ่งขึ้น 2. กลายเป็นเด็กสมาธิสั้น ซึ่งถ้าหากในแต่ละวันลูกจับจ้องอยู่แต่กับสมาร์ทโฟนมากจนเกินไปวันละหลายชั่วโมง จะทำให้เขามีพัฒนาการทางสมองที่ลดน้อยลง เป็นเด็กที่สมาธิสั้น ซึ่งถ้าหากเกิดปัญหาเหล่านี้แล้วจะทำให้แก้ไขได้ยากขึ้น จะทำให้เด็กเสียโอกาสการเรียนรู้เท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกในวัยก่อน 2 ขวบ ไม่ควรดูโทรศัพท์มือถือหน้าจอทีวี เพราะภาพนั้นเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เมื่อเด็กจดจ่ออยู่กับหน้าจอทีวีจะทำให้เขามีปัญหาทางด้านสมอง ส่งผลต่อความจำลดน้อยลง และที่สำคัญจะทำให้เด็กมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวมากขึ้นอีกด้วย 3. ส่งผลกระทบต่อบุคลิกภาพ การที่เด็กมีบุคลิกภาพที่ดีนั้นจะส่งผลในเรื่องของการสร้างความมั่นใจได้มากยิ่ง แต่ถ้าหากเลือกใช้เทคโนโลยีหรือสมาร์ทโฟนมากจนเกินไปจะทำให้ลูกนั้นหนูเป็นเด็กที่ไหล่ตก หรือในบางรายอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อกระดูกสันหลังคดงอหรือเปลี่ยนรูปไปได้ ทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของสุขภาพกล้ามเนื้ออักเสบในอนาคตต่อไป ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จะต้องกำหนดเวลาการใช้สมาร์ทโฟนหรือการใช้เทคโนโลยีในเวลาที่จำกัด เพื่อให้ลูกได้พักสายตาและได้ปรับบุคลิกภาพให้อยู่ในท่วงท่าที่เหมาะสมนั้นเอง 4. โทรศัพท์มือถือสกปรก อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของลูกได้โดยตรง […]

4 ประเภทของคาร์ซีท ควรเลือกให้เหมาะสมตามช่วงวัยของลูกน้อย

อุปกรณ์เสริมสำหรับเด็ก

ในปัจจุบันมีกฎหมายใหม่ กำหนดให้เด็กอายุไม่เกิน 6 ปีต้องนั่งคาร์ซีทเท่านั้น โดยประกาศใช้เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมานี้เอง อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก งั้นมีความปลอดภัยสามารถป้องกันการเกิดอันตรายที่รุนแรงกับลูกน้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัยมากกว่าอ้อมกอดของแม่ คาร์ซีทนั้นจะช่วยลดการกระแทกได้เป็นอย่างดีเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ดังนั้นจึงเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่สำคัญและจำเป็นอย่างมากในการเดินทางของคุณพ่อคุณแม่ วันนี้เราจึงมีประเภทของคาร์ซีทที่เหมาะสมตามช่วงวัยของลูกค้ารายใหม่แนะนำการ จะมีประเภทใดบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. Rear – Facing Seat คาร์ซีทประเภทแรกเป็นคาร์ซีทที่เหมาะสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึง 3 ปี การติดตั้งคาร์ซีทประเภทนี้คือจะหันไปทางด้านหลังรถ  ซึ่งคาร์ซีทที่ดีนั้นจะต้องบุนวมให้มีลักษณะนุ่มป้องกันแรงกระแทกได้ดี  อีกทั้งยังต้องมีตัวช่วย support ศีรษะ เพราะเด็กแรกเกิดคอไม่แข็ง จึงจำเป็นต้องมีส่วนที่คอย support เพื่อให้ศีรษะและกระดูกสันหลังตั้งตรงนั่นเอง การติดตั้งคาร์ซีทประเภทนี้นั้นจะช่วยป้องกันแรงกระแทกได้มากกว่าการหันหน้าออกจากเบาะ 4 ถึง 5 เท่าเลยทีเดียว ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับเด็กแรกเกิดมากที่สุด และแนะนำว่าควรเลือกคาร์ซีทที่สามารถรับน้ำหนักตัวได้ไม่เกิน 10 กิโลกรัม เพื่อให้มีขนาดที่กระชับกับตัวเด็กทารกมากยิ่งขึ้นนั่นเอง 2. Forward – Facing Seat เป็นคาร์ซีทที่เหมาะสำหรับเด็กอายุ 2 ถึง 7 ปี การติดตั้งคาร์ซีทชนิดนี้ที่ถูกต้องจะต้องหันหน้าไปทางทิศเดียวกับหน้ารถ […]

 4 เคล็ดลับ ในการควบคุมอารมณ์ของคุณแม่ ให้มีความคิดเชิงบวกเลี้ยงลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สารพันปัญหา แม่และเด็ก

การเลี้ยงลูกตลอดเวลา 24 ชั่วโมงของคุณแม่นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว  เพราะในแต่ละวันนั้นคุณแม่จะต้องพบเจอกับเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ซ้ำกันเลย จะต้องมีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ต้องมีความอ่อนโยน ต้องควบคุมอารมณ์ของตัวเอง ให้คิดบวกที่สุด เพื่อเป็นต้นแบบที่ดีให้กับลูก ยิ่งถ้าหากคุณพ่อคุณแม่เจอลูกที่ดื้อ และไม่ยอมฟังเหตุผลนั้น จะยิ่งทำให้การควบคุมอารมณ์ของคุณแม่ทำได้ยากยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่ทุกคนตั้งใจที่จะเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด แต่ทางด้านจิตวิทยาแล้ว การควบคุมอารมณ์ของตนเองให้คิดบวกตลอดเวลาไม่ใช่เรื่องง่าย ในบางครั้งคุณอาจจะเผลอระเบิดอารมณ์ใส่ลูก ซึ่งก็ส่งผลเสียต่อพัฒนาการของลูกอีก ดังนั้นปัญหาทางด้านของอารมณ์จึงเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญ วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับในการควบคุมอารมณ์ของคุณแม่ ให้สามารถเลี้ยงลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพมาฝากกัน จะมีข้อปฏิบัติอย่างไรบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. บอกรักตัวเอง การกอดหรือการบอกแล้วตัวเองนั้น ถือเป็นการแสดงความรักและการให้กำลังใจที่ดีที่สุดที่สามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ์ เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณรู้สึกท้อแท้ และสิ้นหวัง หรือมีอารมณ์น้อยใจเกิดขึ้นระหว่างการเลี้ยงลูก ให้คุณกอดลูกให้แน่น พร้อมทั้งบอกรักตัวเองและให้กำลังใจตัวเองว่าคุณสามารถทำได้ และคุณทำดีที่สุดแล้ว 2. ไม่คาดหวังในตัวลูก หลายครั้งที่คุณพ่อคุณแม่จะรู้สึกเครียดแล้วเป็นกังวลกับการคาดหวังในตัวลูกมากจนเกินไป จนอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและอาจทำให้คุณนั้นมีภาวะเครียดสะสม เกิดปัญหาจิตตก แอบโมโหหงุดหงิดง่ายเมื่อพบว่าไม่เป็นไปดั่งที่ใจต้องการนั่นเอง ดังนั้นคุณควรรู้สึกปล่อยวางและเชื่อมั่นในตัวลูกว่าเขาสามารถทำได้ จากงานวิจัยแล้วพบว่าการเลี้ยงลูกอย่างอิสระนั้นจะทำให้เขาเกิดความคิดสร้างสรรค์ และมีจินตนาการที่สูงกว่าเราไปกำหนดขอบเขตของลูก ช่วยให้เขาคิดเป็น และมีพัฒนาการพึ่งตัวเองได้ดี ดังนั้นหากคุณปล่อยวาง ทำให้การเลี้ยงลูกเชิงบวกได้ง่ายยิ่งขึ้น แถมยังมีประสิทธิภาพดีอีกด้วย 3. เลี้ยงลูกอย่างมีสติ ทุกครั้งที่คุณอยู่กับลูกคุณจะต้องเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องมีความอดทนอดกลั้นถึงแม้ว่าลูกนั้นจะดื้อรั้นหรือทำในสิ่งที่คุณหงุดหงิดก็ตาม ไปคณปรับอารมณ์และปรับทัศนคติว่า ยิงลูกดื้อซน จะทำให้เขามีประสบการณ์การเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องอยู่ในกรอบ ไม่ก้าวร้าวจนเกินไป หากคุณมีสติอยู่ตลอดเวลาทำทุกอย่างให้ช้าลงจะช่วยให้คุณนั้น สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองให้เลี้ยงลูกในเชิงบวกได้ง่ายยิ่งขึ้นนั่นเอง […]

5 อันดับ เบบี้ออย ใช้แล้วช่วยให้ผิวนุ่มลื่น อ่อนโยนปลอดภัยกับลูกน้อย

ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก

นอกจากในเรื่องของสุขภาพอาหารการกินแล้วการบำรุงผิวของลูกน้อยก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้ามเช่นเดียวกัน ซึ่งในปัจจุบันนั้นมีผลิตภัณฑ์ที่สามารถบำรุงผิวกายให้กับลูกน้อยมากมาย แต่คุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่ว่าเบบี้ออยก็สามารถเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยบำรุงผิวให้กับลูกน้อยได้อย่างล้ำลึกได้เช่นเดียวกัน มอบการดูแลผิวของลูกน้อยที่แสนพิเศษ ด้วยเบบี้ออย สําหรับทารก  ที่สกัดจากน้ำมันธรรมชาติ ใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย ตั้งแต่หัวจรดเท้า วันนี้เราจึงมีเบบี้ออยที่คุณแม่ส่วนใหญ่นิยมใช้กันในปัจจุบันมาฝาก มีตัวอะไรบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. D-nee Sakura for newborn Baby Oil เป็นผลิตภัณฑ์ที่คุณแม่หลายท่านรู้จักกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว เบบี้ออยรุ่นนี้นั้นเป็นสูตรอ่อนโยน สามารถใช้ได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิด โดยจะมีกลิ่นหอมจากดอกซากุระ ช่วยให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย อีกทั้งยังผสมวิตามินอี ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวของลูกได้อีกด้วย ผลิตภัณฑ์ยี่ห้อนี้คุณแม่สามารถไว้วางใจได้เลยเพราะผ่านการทดสอบ hypoallergenic Test แล้วว่าอ่อนโยนปลอดภัยแม้ผิวแพ้ง่าย และที่สำคัญปราศจากสารพาราเบน กลูเตน และ สีสังเคราะห์อีกด้วย 2. KUMANO BABY OIL เป็นเบบี้ออยที่ผลิตจากประเทศญี่ปุ่น คุณแม่หลายท่านอาจจะยังไม่รู้จักหรือคุ้นเคย เบบี้ออยรุ่นนี้นั้นมี เหมาะสำหรับผิวของลูกน้อยเป็นอย่างมาก มีความอ่อนโยนในขณะเดียวกันสามารถมอบความชุ่มชื้น กักเก็บน้ำ ไว้ในผิวของลูกน้อยให้ยาวนานยิ่งขึ้น เพราะมีส่วนผสมของ ไฮยาลูรอน เซราไมด์ พี่จะเข้ามาช่วยล็อคให้ผิวหน้าชุ่มชื้นได้ยาวนานยิ่งขึ้น  โดยเบบี้ออยล์ตัวนี้นั้นไม่ก่อให้เกิดความเหนียวเหนอะหนะ สามารถซึมเข้าสู่ผิวของลูกได้อย่างรวดเร็ว ความโดดเด่นของรุ่นนี้คือปราศจากสี และน้ำหอม จึงไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้อย่างแน่นอน 3. ENFANT […]

7 เคล็ดลับ ช่วยให้ลูกเลิกแพมเพิสได้ง่ายยิ่งขึ้นและเห็นผลไว

สารพันปัญหา แม่และเด็ก

ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ท้าทายสำหรับคุณพ่อคุณแม่อย่างมาก ในการฝึกลูกเลิกแพมเพิส โดยคุณพ่อคุณแม่ควรจะฝึกให้ลูกเลิกแพมเพิสให้ได้ก่อนเข้าโรงเรียน ซึ่งเชื่อว่าปัญหานี้เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองหลายท่านกำลังเป็นกังวลใจ การฝึกลูกเลิกแพมเพิสนอกจากจะมีประโยชน์กับตัวเด็กเองแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้มากเลยทีเดียว วันนี้เราจึงรวบรวมเคล็ดลับด้วยการเลิกแพมเพิสให้กับลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถฝึกตามได้ง่าย จะมีวิธีใดบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย 1. เลิกตามความพร้อมของเด็ก ก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะฝึกให้ลูกเลิกใช้แพมเพิส ต้องคำนึงถึงความพร้อมของลูกเป็นอันดับแรก ซึ่งลูกจะต้องเข้าใจความหมายในสิ่งที่เราสื่อก่อน ถึงจะทำให้เราสื่อสารกันรู้เรื่อง และปฏิบัติตามได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยระยะแรก คุณพ่อคุณแม่ควรฝึกลูกเลิกแพมเพิสในช่วงเวลากลางวัน เพราะจะช่วยให้สังเกตเห็นพฤติกรรมของลูกได้ง่ายและรวดเร็วกว่าในเวลากลางคืนนั่นเอง ซึ่งช่วงวัยที่เหมาะสม คือช่วงวัยประมาณ 3 ขวบครึ่ง 2. สอนให้ลูกเข้าใจการขับถ่าย ก่อนที่เราจะฝึกให้ลูกเลิกแพมเพิสนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้ลูกทำความเข้าใจกับ อึ ฉี่ ให้มากที่สุด เพื่อให้ลูกมีความพร้อมมากยิ่งขึ้น เวลาที่ลูกปวดจะได้มีการสื่อสารหรือบอกกล่าวกับเราให้เข้าใจได้อย่างถูกต้อง 3. ฝึกในช่วงเวลากลางวัน โดยระหว่างการฝึกนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรใส่กางเกงซับในหรือกางเกงผ้าอ้อม  โดยการฝึกเลิกแพมเพิสในช่วงเวลากลางวัน จะทำให้เราฝึกเด็กได้อย่างเต็มที่ แต่คุณพ่อคุณแม่จะต้องมีความอดทนเพราะจะต้องคอยเช็ด อึ เช็ดฉี่ ของลูกตลอดเวลา จนกว่าลูกจะสามารถปรับตัวและควบคุมการขับถ่ายได้เอง 4. หมั่นสังเกต ให้คุณพ่อคุณแม่คอยสอบถามและสังเกตอาการของลูก ว่ามีพฤติกรรมหรือมีอาการปวดฉี่หรือปวดท้องจะถ่ายหรือไม่ โดยระยะเวลาที่เหมาะสมคือควรหมั่นสังเกตทุก 1 ชั่วโมง ซึ่งในเด็กบางคนอาจจะเล่นจนเพลิน และเผลออั้นฉี่ไว้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จะต้องหมั่นสังเกตอย่างใกล้ชิด 5. เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม […]

6 อันดับน้ำยาซักผ้าเด็ก อ่อนโยนต่อผิว ไม่ทิ้งสารเคมีตกค้าง

ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก

ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็กเป็นอีกหนึ่งของใช้ที่สำคัญและจำเป็นในเรื่องของการดูแลทำความสะอาดเสื้อผ้าให้กับลูกน้อย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่จะต้องให้ความสำคัญและใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะว่าเสื้อผ้าเหล่านี้จะสัมผัสกับผิวของลูกโดยตรง โดยเฉพาะเด็กทารก หากใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานอาจส่งผลกระทบทำให้เกิดผื่นแพ้ขึ้นได้ ดังนั้น วันนี้เราจึงมีผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็กที่มีความอ่อนโยน แต่ในขณะเดียวกันซักผ้าได้สะอาดหมดจดไม่ทิ้งสารเคมีตกค้าง จะมีผลิตภัณฑ์ใดบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. D-nee  น้ำยาซักผ้าเด็กสีชมพู เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดเป็นอันดับต้นๆเลยก็ว่าได้ น้ำยาซักผ้าเด็กนี้มีกลิ่นหอมสดชื่นช่วยระงับกลิ่นเหงื่อ และขจัดคราบสกปรกได้เป็นอย่างดี โดยผ่านการทดสอบจากแพทย์ผิวหนังและว่าไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองแม้ผิวบอบบาง ความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์นี้คือมีกลิ่นหอมสดชื่น ลดกลิ่นอับได้ดี มีความอ่อนโยนต่อผิว ขจัดคราบเหงื่อและคราบสกปรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ  2. เบบี้มายด์ – เบบี้ ทัช  เป็นผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็กที่อยู่ในดวงใจของคุณแม่หลายท่าน มีความโดดเด่นของน้ำยาซักผ้าเด็กนี้คือสกัดจากผลตามธรรมชาติ ที่จะมอบความสะอาดสดชื่น และให้ความอ่อนโยนต่อผิวของลูกน้อ ย สามารถขจัดคราบสกปรกได้อย่างหมดจด มีกลิ่นหอมจะธรรมชาติ ที่สำคัญผ่านการทดสอบจากแพทย์ผิวหนังแล้วว่ามีความอ่อนโยน น้ำยาซักผ้าเด็กตัวนี้สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ อีกทั้งยังมีคุณสมบัติช่วยถนอมสีผ้า ให้คงสีสดใสไม่หมองคล้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย 3. KODOMO น้ำยาซักผ้าเด็กแรกเกิด เป็นยี่ห้อที่รู้จักและคุ้นเคยกันอย่างดี โดยน้ำยาซักผ้าตัวนี้นั้นปราศจากสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อผิว สกัดจากพืชพรรณธรรมชาติถึง 5 ชนิดทำให้มีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดได้อย่างอ่อนโยน พร้อมทั้งมอบกลิ่นหอมสดชื่นติดผิวให้กับลูกน้อย โดยน้ำยาซักผ้าตัวนี้นั้นเป็นสูตรของเด็กแรกเกิดโดยเฉพาะ จึงทำให้คุณแม่มั่นใจได้ว่าไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้อย่างแน่นอน  4. D-nee น้ำยาซักผ้าเด็กดีนี่ไลฟ์ลี่ ไบร์ทแอนด์ไวท์ เป็นผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็กอีกรุ่นหนึ่ง ที่นิยมไม่แพ้กัน น้ำยาซักผ้ารุ่นนี้ผ่านการทดสอบจากแพทย์ผิวหนังแล้วว่ามีความอ่อนโยนไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวของลูกน้อย เป็นน้ำยาซักผ้าที่ช่วยมอบความสะอาดและความหอมสดชื่น […]

6 ประโยชน์ จากอ้อมกอดของแม่ ที่ส่งผลต่อพัฒนาการของลูกน้อยโดยตรง

คู่มือสำหรับคุณแม่

อย่างที่คุณพ่อคุณแม่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าอ้อมกอดของคุณพ่อคุณแม่นะเนี่ยมีประโยชน์และส่งผลต่อพัฒนาการของลูกโดยตรงโดยเฉพาะเด็กในช่วงวัย 2-3 ขวบ เป็นช่วงวัยที่เขากำลังเจริญเติบโตและมีความคิดเป็นของตัวเอง มีความเป็นตัวของตัวเองมาก รู้จักอารมณ์โกรธ โมโห อารมณ์มีความสุข อารมณ์เศร้า น้อยใจ ดังนั้นเด็กในช่วงวัยนี้จึงจำเป็นต้องได้รับความรักและการแสดงออกจากคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก และการแสดงออกที่มีประโยชน์และมีผลต่อจิตใจของลูกโดยตรงนั่นคืออ้อมกอดของคุณพ่อคุณแม่นั่นเอง ซึ่งจริงๆแล้วพฤติกรรมการก่อนการหอมลูกนั้นเป็นการสัมผัสทางกาย ที่ส่งผลต่อจิตใจโดยตรง เด็กจะรู้สึกอบอุ่นและรู้สึกได้ถึงความรักของคุณพ่อคุณแม่มากยิ่งขึ้น ซึ่งมีผลต่อพัฒนาการของลูกในทุกๆด้าน วันนี้เราจึงมีประโยชน์จากการก่อนลูกมาฝากกันจะมีอะไรบ้างและติดตามกันเลย 1. ช่วยให้ลูกสุขภาพดี สัมผัสรักทางกายโดยการกอดการหอมลูกนั้นจะช่วยกระตุ้น การหลั่งสาร ออกซิโทซิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาเมื่อลูกรู้สึกไว้วางใจ ซึ่งการกอดการหอมลูกนี้จะช่วยให้ลูกนั้นสัมผัสได้ถึงความรักและรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยเมื่อได้อยู่ในอ้อมกอดของแม่ โดยฮอร์โมนออกซิโทซินนี้เกี่ยวข้องและมีความสัมพันธ์ไปกระตุ้นโกรทฮอร์โมน ให้หลั่งออกมามากขึ้นอีกด้วย จึงเป็นเหตุผลว่าเด็กที่ได้รับการกอดอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ร่างกายเจริญเติบโตและมีพัฒนาการที่สมบูรณ์แข็งแรง นั่นเอง 2. ช่วยให้ลูกอารมณ์ดี อ้อมกอดที่แสนวิเศษของคุณพ่อคุณแม่นี้ไม่เพียงแต่ช่วยพัฒนาการทางด้านสมองและร่างกายของลูกแล้ว ยังมีผลต่อพัฒนาการทางด้าน อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด จะสังเกตได้ว่าเด็กที่ร้องไห้งอแงอยู่บ่อยครั้งเมื่อเจอกับอ้อมกอดของคุณพ่อคุณแม่ เด็กจะรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย จนหยุดร้องไห้นั้นแปลว่าอ้อมกอดนั้นสามารถช่วยลดอารมณ์ฉุนเฉียวของเด็กได้เป็นอย่างดี  3. อ้อมกอดของแม่ช่วยให้ลูกฉลาด การกอดนั้นสามารถไปกระตุ้นระบบประสาทและสมองของลูกให้มีการพัฒนาและเจริญได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีงานวิจัยที่ได้ทำการศึกษา พบว่า การกอดเพียง 15-20 นาทีต่อวัน เป็นเวลานาน 10 สัปดาห์ ติดต่อกัน ช่วยให้เด็กนั้นมีพัฒนาการทางสมองที่ดียิ่งขึ้น โดยมีผลการประเมินพัฒนาการทางสมองได้สูงขึ้นอย่างชัดเจน ดังนั้นถ้าหากอยากให้ลูกมีพัฒนาการทางระบบประสาทและสมองที่ดีคุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นก่อนลูกเป็นประจำ รับรองว่าจะช่วยให้ลูกน้อยฉลาดขึ้นได้อย่างแน่นอน 4. […]

5 วิธี เรียนรู้และรับมือกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอด

สารพันปัญหา แม่และเด็ก

สำหรับคุณแม่มือใหม่ การรับมือกับชีวิตหลังคลอดนั้นถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย คุณแม่จะต้องพบเจอกับความเปลี่ยนแปลงทั้งในเรื่องของด้านร่างกาย ด้านจิตใจ รวมถึงด้านอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ด้วยสาเหตุจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น ทำให้คุณแม่ต้องเตรียมรับมือกับภาวะอารมณ์ที่แปรปรวณ ซึ่งจากสถิติแล้วคุณแม่หลังคลอด 10 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ มักมีอาการซึมเศร้า ในระดับปานกลางเป็นสภาวะทางอารมณ์ที่คุณแม่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพียงแต่ต้องเรียนรู้ เข้าใจ และยอมรับกับสภาวะอารมณ์ในขณะนั้น และจัดการกับอารมณ์เหล่านั้นให้ดี วันนี้เราจึงรวบรวมวิธีการรับมือกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอดมาฝากกัน สำหรับคุณแม่ท่านไหนที่กำลังประสบกับปัญหาเหล่านี้อยู่นั้น สามารถติดตามรายละเอียดกันได้เลย 1. หาเวลาสร้างความผูกพันธ์กับลูก เมื่อคุณแม่รู้สึกจิตใจวิตกกังวล มีความรู้สึกเศร้า หม่นหมอง ไม่แจ่มใส ให้คุณแม่ลองนั่งมองหน้าลูกรักอย่างใจเย็น ให้เวลากับตัวเองได้ทบทวนความรู้สึก และหาสาเหตุของความเศร้าที่เกิดขึ้น การให้เวลาและสร้างความผูกพันกับลูกน้อย จะเป็นประโยชน์ช่วยเยียวยาจิตใจของคุณแม่ได้เป็นอย่างดี  เรียกได้ว่าเป็นยาชั้นดีที่ไม่สามารถหาอะไรมาทดแทนได้ คุณจะรู้สึกหายเหนื่อย รู้สึกมีความสุขมากขึ้น มีพลังในการสู้กับเรื่องราวต่างๆมากมายต่อไปได้ดียิ่งขึ้น 2. ให้เวลาตัวเองได้พักผ่อน สำหรับคุณแม่มือใหม่แล้วนั้นการปรับตัวกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงนั้นค่อนข้างยาก คุณอาจจะรู้สึกสับสนวุ่นวาย จนไม่สามารถเรียบเรียงความรู้สึกได้ คุณอาจจะทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับลูกน้อย แต่อย่าลืมว่าคุณจะต้องมีเวลาส่วนตัว จะต้องมีเวลาให้ตัวเองได้พักผ่อน พักสมอง พักความคิด เพื่อที่จะได้ก้าวเดินต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การหาเวลาให้กับตัวเองนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากในคุณแม่หลังคลอด เนื่องจากคุณแม่หลังคลอดนั้นจะมีกิจกรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการให้นม การปั๊มนม เลี้ยงลูกตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งถ้าหากคุณแม่ไม่ได้พักผ่อนติดต่อกัน […]

5 วิธี ในการเตรียมความพร้อม เมื่อลูกถึงวัยต้องเข้าโรงเรียน

สารพันปัญหา แม่และเด็ก

เมื่อกาลเวลาผันเปลี่ยน ลูกน้อยเริ่มมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่เพิ่มมากขึ้น มีความคิด มีลักษณะนิสัยเฉพาะของตัวเอง หรือเรียกง่ายๆว่ามีความเป็นตัวของตัวเองมากยิ่งขึ้น เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมคุณพ่อคุณแม่จะต้องมีการปรับตัว และยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งการเรียนรู้ก้าวแรกของลูกนั้นคือการไปโรงเรียน มีสังคมที่โรงเรียน ไปแลกเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู้และเติบโตได้มากยิ่งขึ้น ก้าวแรกของชีวิตลูกนั้นสำคัญ คุณพ่อคุณแม่จะต้องเตรียมความพร้อมให้กับลูกซึ่งแน่นอนว่า การออกจากบ้านที่อบอุ่น ออกจากอกของพ่อแม่ไปพบเจอกับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆที่ไม่คุ้นเคย ไปพบเจอกับคนแปลกหน้าอาจทำให้เกิดการวิตกกังวลและเกิดการต่อต้านขึ้นได้ วันนี้เราจึงมีวิธีในการเตรียมความพร้อมให้กับลูกก่อนเข้าโรงเรียนมาฝากกัน จะมีวิธีการปฏิบัติอย่างไรบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. เตรียมความพร้อมให้กับลูก ด้วยการอ่านนิทานก่อนนอน ถึงแม้ว่าร่างกายและจิตใจของลูกนั้นยังไม่พร้อมที่จะรับกับการเปลี่ยนแปลง แต่ทุกการเติบโตย่อมมีก้าวแรกเสมอ  ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ที่จะช่วยปรับทัศนคติ ช่วยบรรเทาความกลัวและคลายความกังวลให้กับลูก ให้ลูกเตรียมพร้อมรับกับสภาพแวดล้อมหรือสังคมใหม่ๆที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต การอ่านนิทานก่อนนอนก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะให้ลูกนั้นได้เรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ การอ่านนิทานให้ลูกฟังก่อนนอนจะช่วยให้ลูกและมีประสบการณ์ร่วมได้ เด็กนั้นจะสามารถรับรู้อารมณ์ความรู้สึกของตัวละครในนิทานได้ ซึ่งแนะนำให้เรื่องนิทานที่เกี่ยวกับการไปโรงเรียน เพื่อให้ลูกนั้นได้คุ้นชินและไม่กลัวการไปโรงเรียน วิธีนี้จะทำให้ลูกนั้นสามารถปรับตัวได้ง่ายยิ่งขึ้น 2. ร้องไห้ได้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เมื่อถึงวันแรกที่ลูกต้องเข้าโรงเรียน ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีการปรับตัวทั้งคุณพ่อคุณแม่และลูกน้อย พี่อาจจะใจหายและมีความรู้สึกกลัว กังวล ซึ่งสภาพจิตใจของเด็กแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เด็กบางคนสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วในขณะที่เด็กหลายๆคนนั้นไม่คุ้นชินกับสภาพสิ่งแวดล้อมที่แปลกตา จึงทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยแล้วไม่อบอุ่นเท่าที่บ้าน ลูกอาจจะแสดงความกลัวออกมา ด้วยการร้องไห้ คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องห้าม ไม่ต้องเป็นกังวลใจไป ปล่อยให้ลูกได้ระบายอารมณ์ความรู้สึกออกมาทั้งหมด เพียงแค่คุณพ่อคุณแม่คอยปลอบและจับมือเขาอย่างอ่อนโยน การสวมกอดหรือการหอมแก้มจะทำให้เขารู้สึกอบอุ่น รู้สึกไม่โดดเดี่ยว และจะสร้างความมั่นใจว่าการไปโรงเรียนนั้นไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ลูกจะได้พบกับมิตรภาพใหม่ๆทั้ง คุณครู และเพื่อนๆที่โรงเรียน  3. ยิ้มแย้มแจ่มใส […]